Nithi's profileNithiPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
11/4/2008 (อุบัติ)เหตุเกิด ณ แบร์ลินเว้นว่างไปเสียนานสำหรับกิจกรรมของ สนทย. (ถ้าไม่นับเลือกตั้งที่ไฮเดิลแบร์กเมื่อเดือนมิถุนาที่ผ่านมา) คราวนี้ สนทย. ก็มีกิจกรรมมาให้นักเรียนไทยในเยอรมันมาร่วมสนุกกันอีกรอบ นั่นคืองาน Berlin 2 in 1 นั่นเอง ที่ชื่อ 2 in 1 ก็เพราะว่างานครั้งนี้มีทั้งความสนุกสนานและสาระในงานเดียวกันนั่นเอง ท่าทางบล็อกนี้จะเป็นบล็อกที่ยาวอีกบล็อกหนึ่งนะครับ ถ้ากลัวอ่านไม่ไหว แนะนำให้ปริ๊นท์ออกมาอ่านครับ ส่วนทำไมต้องชื่อ (อุบัติ)เหตุ เดี๋ยวคงอ่านเจอเองนะครับ ถ้าเจอแล้วอยากหัวเราะ(เยาะ) ก็เชิญตามสบายเลยครับ นึกย้อนไปเมื่อปลายเดือนมิถุนา ครั้งนั้นเป็นการประชุมครั้งแรกของเหล่ากรรมการ สนทย. ชุดใหม่ ที่เมืองเกิททิงเง่น มีพี่เดียร์ ณ แบร์ลิน เป็นนายกสมาคมฯ พี่เดียร์ก็เสนอมาว่าอยากจะจัดงานกีฬาและวิชาการ ในช่วงที่แกดำรงตำแหน่ง คุยไปคุยมาก็ได้ข้อสรุปว่า เราจะรวมทั้งสองอย่างนี้ไว้ในงานเดียว ซึ่งจะจัดกันในช่วงเปิดเทอมฤดูหนาว ภายในงานก็จะมีการเล่นกีฬาฟุตบอล บาสเก็ตบอล กิจกรรมสันทนาการ และปิดท้ายด้วยงานเสวนาวิชาการ หัวข้อที่จะเสวนาก็จะเปิดให้คนภายนอกโหวตเลือก จากที่เสนอกันในที่ประชุมคณะกรรมการ ประชุมกันครั้งต่อๆ มาผ่านอินเตอร์เน็ตทางโปรแกรม Teamspeak ก็ได้ความคืบหน้าเรื่องสถานที่ วันจัดงาน โปรแกรมงาน หัวข้อเสวนา ฯลฯ พวกเราก็ได้ข้อสรุปว่า จะมีกิจกรรม... (รออ่านย่อหน้าถัดไปดีกว่าครับ) และการเสวนา ให้เลือกเข้าร่วมระหว่างหัวข้อ "เปรียบเทียบการปกครอง ไทย-เยอรมัน" กับ "การเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในเยอรมนี" (รายละเอียดเพิ่มเติม ไว้อธิบายทีหลังนะครับ) ฝ่ายวิชาการอย่างผมก็รับหัวข้อหลังมาช่วยเตรียม ระหว่างนี้ก็หาข้อมูลไปเรื่อยๆ เห็นวารสารแจกฟรีตามคณะที่มีบทสัมภาษณ์ บทวิเคราะห์ ฯลฯ ก็หยิบมาดู รวบรวม คุยกับพี่กริด (มึนเช่น) ซึ่งช่วยเตรียมหัวข้อนี้ด้วย จนกระทั่งสอบปากเปล่าเสร็จไปอีกตัวหนึ่ง ก็เหลือเวลาราวๆ หนึ่งสัปดาห์พอดีก่อนที่จะมีงาน ผมก็เอาทุกอย่างที่รวมรวมไว้มาเรียบเรียง เตรียม PowerPoint จริงๆ จังๆ อีกที จนมาถึงคืนวันพฤหัส ผม และพี่ๆ จากทางใต้ของเยอรมันอีก 5 คน ก็ขึ้นรถนอน City Night Line มาด้วยกันในตู้นอนสำหรับ 6 คน มาถึงแบร์ลินก็เช้าวันศุกร์ (อย่าเพิ่งตกใจ นึกว่าผมโดดเรียนนะครับ ผมไม่มีเรียนวันศุกร์อยู่แล้ว ตกเย็น พวกเราก็ไปรวมตัวกันที่บ้านอาต้อม ผู้ดูแลนักเรียนไทยที่นี่ ซึ่งก็มีกรรมการสมาคมคนอื่นๆ มาถึงบ้างแล้ว อาต้อมก็ทำอาหารเย็นเลี้ยงพวกเรา ก่อนที่พวกเราจะคุยเตรียมงานในวันรุ่งขึ้น เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปซื้อน้ำสำหรับเลี้ยงผู้เข้าร่วมงาน (อันนี้ดูจะเป็นรายการที่โหดหน่อย พวกเราไปถือน้ำกันคนละ 12 ขวด ขวดละลิตรครึ่ง เดินกันร่วม 700 เมตร เพื่อที่จะเอาน้ำไปเก็บบ้านพี่เป๊ก ซึ่งอยู่ใกล้ที่ที่จะจัดกิจกรรมในวันรุ่งขึ้น) ฯลฯ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน ผม พี่อ๊อก พี่เล็ก ก็ไปนอนกันที่บ้านพี่เป๊กซ์ พี่ของพี่ปุ๊ก เช้าวันเสาร์ พวกเราก็กลับมารวมตัวกันที่บ้านอาต้อมอีกครั้ง เพื่อที่จะประชุมแบ่งงาน คราวนี้อาต้อมเลี้ยงข้าวต้มปลาพวกเรา ทำเอาอิ่มกันเลยทีเดียว ก่อนที่พวกเราแบ่งกลุ่มไปเตรียมงานกันต่อ ส่วนหนึ่งก็แวะไปซื้อขนม อีกส่วนหนึ่งก็ทยอยขนของไปที่ Jugendherberge ที่ Wannsee อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแบร์ลิน ไปตั้งโต๊ะลงทะเบียน ขายเสื้อสมาคม หลังจากนั้นสักพักถึงมีคนทยอยเข้ามาร่วมงาน กินข้าวกลางวัน ก่อนที่พวกเราจะมารวมตัวกันบริเวณโถงของ Jugendherberge (ก็อยู่กันแถวนั้นอยู่แล้วนี่หว่า) กันตอนใกล้บ่ายโมง คราวนี้ พี่เจ เจ้าแม่สันทนาการของพวกเราก็มานำกิจกรรม Walk Rally ที่พวกเราจะมาเล่นกันในช่วงบ่ายวันนี้ ผมไปอยู่กลุ่มของพี่ที พี่เอิร์ท พี่บัสจากบราวน์ชไวก์ และ พี่โอ๋จากแบร์ลิน กติกาก็มีอยู่ว่า มีสถานที่กำหนดให้ 12 ที่ จะต้องไปถ่ายรูปหมู่ที่สถานที่ที่กำหนดให้ให้ครบทุกที่ โดยใน 4 จาก 12 ที่จะมีฐานกิจกรรมให้ไปเล่นด้วย นอกจากนี้จะต้องถ่ายรูปกับหมี 5 ตัว ในแบร์ลิน ถ่ายรูปกิจกรรมเปิดหมวกให้ได้มากที่สุด และถ่ายรูปกับสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงรูปคนข้ามถนนมาอย่างละรูป (ของแบร์ลินจะเป็นรูปที่ไม่เหมือนใคร) เสร็จแล้วก็จะต้องไปรวมตัวกันที่ป้าย S-Bahn Messe Süd ภายใน 4 โมงเย็น หลังจากพี่เจบอกให้พวกเราเริ่มเล่นได้แล้ว กลุ่มผมก็เดินทางไปที่ Gedächtniskirche ก่อน ซึ่งที่นั่นก็ีมีกิจกรรมฐานให้กินขนม Berliner (เป็นขนมปังคล้ายๆ แป้งโดนัท สอดไส้ครีมรสผลไม้สักอย่าง) สองชิ้น ภายในเวลา 30 วินาที มีน้ำเป็นตัวช่วย ก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปด้วยรถเมล์สาย 100 กันต่อ เพื่อไปถ่ายรูป Siegessäule และไปทำกิจกรรมฐานอีกหนึ่งที่บริเวณอาคารรัฐสภา (Reichstag) คราวนี้เจอเกมฮาๆ อีกเกมหนึ่งครับ ให้เวลา 3 นาที ไปหาคนญี่ปุ่นให้เขียนและบอกวิธีอ่านคำบอกรักเป็นภาษาญี่ปุ่น (และมีคนกลุ่มอื่นไปหาเจอด้วย!) แต่กลุ่มผมกลับหากันไม่เจอซะงั้น หลังจากนั้น พวกเราก็ไปถ่ายรูปกันที่ Brandenburger Tor และ Holocaust Mahnmal ก่อนที่จะเดินไปทำกิจกรรมฐานกันต่อที่ Gendarmenmarkt คราวนี้เป็นเกมให้วิ่งผลัด จากฝั่งหนึ่งเพื่อไปรับขวดน้ำจากกรรมการที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง และส่งขวดน้ำต่อกลับมาที่กรรมการที่อยู่ทีุ่จุดเริ่มต้น และแล้ว เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพี่บัสวิ่งเอาขวดน้ำมาให้ ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเดินผ่านมาบริเวณพวกเรา ทำให้ผมต้องหลบเส้นทางวิ่งปกติ และวิ่งกลับเข้าเส้นทางเดิม สงสัยจะเพราะสะดุดก้อนหิน หรือเสียการทรงตัวจากการเลี้ยว ผมก็หกขะล้มลงไปกองกับพื้น!!! ทำเอาพี่ๆ ร่วมทีมตกใจ วิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่าอุ้งมือข้างซ้ายเป็นแผล ข้อมือข้างซ้ายก็ถูกนาฬิกาข้อมือข่วน รู้สึกแสบๆ ตรงเข่าขวา (ทั้งๆ ที่กางเกงยีนไม่ขาด) ก็เลยถลกกางเกงออกมาดู ก็พบว่า... มีแผลเช่นกัน มาอีกที พี่ปุ๊กก็มาพูดให้เจ็บใจเล่นว่า ไม่ต้องรีบวิ่งก็ได้ เพิ่งใช้เวลาไปแค่ครึ่งนาที จากที่ให้ไว้หนึ่งนาทีเท่านั้นเอง ด้วยความที่ยังอยากเที่ยว พวกเราจึงตัดสินใจไปเดินถ่ายรูปบริเวณ Alexanderplatz กันต่อ ก่อนที่จะขึ้นรถ S-Bahn ไปลงที่ Messe Süd ก็ไปทำแผลกันที่นั่น ก่อนที่พวกเราจะเคลื่อนทัพไปยังสนามกีฬาของ TU (Technische Universität) ฺำBerlin ซึ่งก็อย่างที่ว่าไว้ ห่างจากตัวสถานีราวๆ 700 เมตรเห็นจะได้ ไปถึงพวกเราก็ไปนั่งรอสักพัก ก่อนที่จะได้เข้าไปใช้พื้นที่ในโรงกีฬา ช่วงแรกก็เป็นการเล่นกีฬา มีให้เลือกระหว่างฟุตบอลกับสตรีทบาส สำหรับผมซึ่งบาดเจ็บไปแล้วก็เลยต้องเลือกเป็นกองเชียร์ เล่นกีฬากันเสร็จ ก็ออกไปกินข้าวเย็นกัน มื้อนี้เป็นข้าวผัดกระเพรา ได้รับการสนับสนุนจากร้านดาว (อยู่แุุถวๆ Savignyplatz เหมือนร้านติ่มซำวันนั้น) ก่อนที่พวกเราจะกลับมารวมตัวกันประกาศผลแรลลี่ และเล่นเกมกีฬาสีกันต่อ ปรากฎว่าทีมที่ชนะไปได้นั้น ก็เพราะเห็นหมีหลายตัว ได้รูปหมีมาเยอะกว่ากลุ่มอื่นนั่นเอง (ถ้าไม่นับทีมที่ได้ที่สอง ทีมผมนั่นแหละ พลาดไปนิดนึงตรงที่ลืมอ่านคำสั่งให้ถ่ายรูปหมู่ "ที่มีทุกคนอยู่ในรูป" เกมกีฬาสีที่เล่นกันเป็นเกมแรกก็คือเกมต่อของ กติกาก็คือให้ทุกคนเอาของที่มีอยู่ในตัวมาต่อกันให้ได้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งคราวนี้สีฟ้าที่ผมอยู่ก็เป็นผู้ชนะ แต่จะเรียกว่าเป็นความซวยซ้ำซากของผมก็คงใช่ ด้วยความที่ลืมไปว่าเชือกรองเท้ามันแตกปลาย ก็รีบดึงเอาเชือกรองเท้าออกมาต่อกับของชิ้นอื่นๆ คราวนี้พอจะร้อยเชือกรองเท้ากลับ ก็เลยสำนึกขึ้นมาได้ ว่าร้อยเชือกกลับไปไม่ได้แล้ว สำหรับกิจกรรมภาคกลางคืนก็เป็นการมานั่งคุยเล่นกันในห้องสัมมนาของ Jugendherberge คราวนี้มีสปอนเซอร์ข้าวต้มจากอาต้อม ก็เริ่มด้วยการแนะนำตัวผู้ร่วมงานกันอีกครั้ง ส่วนผมกับพี่กริดก็แยกตัวไปเตรียมตัวงานนำเสนอสำหรับวันรุ่งขึ้น โดยมีพี่เดียร์มาช่วยดูด้วย พอเตรียมไปได้สักพักก็มาคุยเล่นกับคนอื่นๆ ที่ยังนั่งกันอยู่ มีการเอากีตาร์มาเล่น ร้องเพลงกันสนุกๆ ด้วย ก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายกันกลับไปนอน... คืนนั้นนอนตีสองครับ กว่าจะเคลียร์ของ และเตรียมตัวงานเสวนากันต่อจนเสร็จ มาถึงเช้าวันอาทิตย์ ก็เป็นการเสวนาวิชาการ มีให้เลือกสองหัวข้อตามที่ได้บอกไว้ พี่เติบเป็นคนดูแลห้องปกครอง... หมายถึงห้องที่เสวนาหัวข้อการปกครอง มีพี่จากสถานทูตแบร์ลินกรุณามาเป็นวิทยากรให้ด้วย ส่วนห้องศึกษา... ก็ห้องที่ผมกับพี่กริดดูแลนี่ละครับ ก็มีผมกับพี่กริดเป็นคนดำเนินกิจกรรม ก็จะเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมา ประเทศเยอรมนีมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการศึกษาใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ ก็คือ เรื่องของการเปลี่ยนระบบจากปริญญาตรีควบโท (Diplom หรือ Magister) ไปเป็น Bachelor และ Master และการเริ่มเก็บค่าเล่าเรียน (Studiengebühr) ในบางรัฐ (เพิ่มเติมจากที่เคยเก็บค่าลงทะเบียนเรียนมานานแล้ว) มาที่หัวข้อแรก ก็มีผม พี่กริด ได้เล่าประสบการณ์ตรงจาก Universität และ พี่เชอรี่ กับ พี่โอ๋ (เดรสเดน) ก็มาเล่าประสบการณ์จาก Fachhochschule นอกจากนี้พวกเราก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการเปลี่ยนแปลง (Bologna Process) ข้อดี-ข้อเสียต่างๆ ของการเรียนทั้งสองระบบ และกระแสตอบรับจากตลาดแรงงาน ก่อนที่พวกเราจะพักกินของว่าง และกลับมาคุยกันต่อในหัวข้อ Studiengebühr พวกเราก็มาคุยกันว่าที่มาของการเก็บ Studiengebühr มาจากไหน มีรัฐไหนเริ่มเก็บไปแล้วบ้าง รัฐที่เก็บไปแล้วเอาค่าเล่าเรียนไปทำอะไร และกรณีที่น่าสนใจมากกรณีหนึ่งคือรัฐ Hessen ซึ่งเคยเก็บค่าเล่าเรียนไปแล้วปีหนึ่ง แล้วตัดสินใจยกเลิกเก็บค่าเล่าเรียนในปีถัดมา พอคุยในกลุ่มใหญ่กันเสร็จแล้ว ก็เป็นการแบ่งกลุ่มคุยกันในกลุ่มเล็กๆ ต่อ ในทั้งสองหัวข้อ ก่อนที่พวกเราจะกลับมาสรุปผลการคุยกลุ่มย่อยกันอีกครั้ง ซึ่งตัวผมเองก็พอใจกับการเสวนาในครั้งนี้มาก ไม่มีใครง่วงเหงาหาวนอนให้ดูระหว่างเสวนา มีพี่กริดมาช่วยทำให้บรรยากาศสนุกสนานมากขึ้น และเท่าที่ดูทุกคนก็ช่วยกันแสดงความคิดเห็นกันจริงๆ ตอนคุยกลุ่มใหญ่ตอนท้าย ก็มีส่วนร่วมกันจริงๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จดีทีเดียวครับ หลังจากนั้น พวกเราก็มารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อปิดงาน Berlin 2 in 1 ครั้งนี้ ก็มีแนะนำกรรมการสมาคมอีกรอบหนึ่ง จากนั้นก็มีรูป คลิปวีดิโอฮาๆ มาให้ทุกคนได้ชมกันอีกครั้ง และการมอบรางวัลสำหรับทีมที่ชนะการแข่งฟุตบอลในวันที่ผ่านมา ก่อนที่พวกเราจะรวมตัวกันถ่ายรูปหมู่รูปสุดท้าย กินข้าวกลางวันเป็นข้าวคลุกกะปิจากร้านดาวอีกครั้ง และแยกย้ายกันเก็บของกลับบ้าน ผมก็ออกจาก Jugendherberge มาพร้อมๆ กับคนอื่นๆ จากทางใต้ ไปรอขึ้นรถไฟกันที่ Berlin Hauptbahnhof ขึ้นรถไฟกันตอนราวๆ บ่ายสามครึ่ง มีพี่หมิง พี่เชอรี่ พี่นูน พี่ส้ม พี่แอ๋ว มาร่วมเดินทางในครั้งนี้ ระหว่างเดินทางกลับพวกเราก็นั่งคุยกัน เล่นไ...กัน ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพอใจกับงานครั้งนี้มาก ได้รู้จักคนหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น กลับมาถึงบ้านราวๆ สามทุ่ม ก็เก็บของและเข้านอนด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนที่จะตื่นนอนมาเรียนตอนเก้าโมงเช้่าในวันถัดไป ก็นับว่าเป็นการจัดงานที่ประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งของ สนทย. หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน มีคนเข้าร่วมราวๆ 50-60 คน ซึ่งก็อบอุ่นกำลังดี คราวนี้ไม่ได้มีแต่คนหน้าเดิมๆ แต่ยังมีคนกลุ่มใหม่ๆ มาร่วมด้วย ทำให้รู้จักคนเพิ่มขึ้นอีกมาก เชื่อว่าทุกคนจะได้ความประทับใจกลับไปบ้านโดยถ้วนหน้ากันครับ ใครอยากดูรูป ดูเรื่องเล่าอื่นๆ ก็เข้าไปดูได้ที่ www.thaistudents.de ครับ สำหรับงานนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ อาต้อม สำหรับอาหารอร่อยๆ สำหรับที่ประชุมกรรมการสมาคมฯ รอบพิเศษครับ พี่เดียร์ นายกสมาคมฯ ผู้ริเริ่มจัดงานครั้งนี้ ช่วยผมดู PowerPoint สำหรับงานเสวนาวิชาการ และช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ อีกจำนวนมาก พี่เจ เจ้าแม่สันทนาการ ช่วยจองตั๋วรถไฟนอนไปแบร์ลิน และคิดกิจกรรมสนุกๆ ให้พวกเราได้เล่นกัน พี่ภัส พี่เจ ช่วยนำเที่ยวพอตสดัม พี่กริด ช่วยเตรียมงานเสวนาวิชาการ พี่หมิง ช่วยจองตั๋วรถไฟขากลับ ทำคลิป YouTube ดีๆ สำหรับโฆษณากิจกรรมครั้งนี้ พี่อุ๋ม พี่เจ ร่วมถ่ายทำคลิปวีดิโอ พี่อ๊อก พี่เล็ก ได้ข่าวว่าเดินซื้ออาหาร ขนม น้ำ กันหลายรอบนะครับ พี่เชอรี่ พี่โอ๋ (เดรสเดน) มาช่วยให้สัมภาษณ์ระหว่างเสวนาวิชาการ พี่นูน พี่เล็ก ช่วยรวบรวมรูป คลิปวีดิโอมาให้พวกเราได้ดูกัน พี่ที พี่เอิร์ท พี่บัส พี่โอ๋ (แบร์ลิน) มาร่วมชะตากรรมเล่นแรลลี่ด้วยกัน พี่เป๊ก พี่... (โทษทีครับจำชื่อไม่ได้) สำหรับกิจกรรมฐานกิน Berliner พี่เนตร พี่อีกสองคน สำหรับกิจกรรมฐานหาคำบอกรักภาษาญี่ปุ่น พี่ปุ๊ก พี่เติบ พี่เป๊กซ์ สำหรับกิจกรรมฐานวิ่งผลัด พี่เล็ก พี่ดรีม พี่... กิจกรรมอีกฐานนึง ที่ผมไม่ได้เข้าไปเล่น พี่เป๊กซ์ เอื้อเฟื้อที่พักให้คืนวันศุกร์ ช่วยหาอุปกรณ์ทำแผล พี่ดาว สำหรับอาหารอร่อยๆ ในราคากันเอง พี่ลลิล ช่วยสนับสนุนกิจกรรมสมาคมครั้งนี้ มาร่วมเล่นเกมกับพวกเราด้วย ทุกๆ คน ที่เป็นกำลังใจให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ทุกๆ คน ที่มาร่วมกิจกรรมของสมาคมครั้งนี้ ทุกๆ คน ที่ช่วยสนับสนุนสินค้าสมาคม (ช่วยซื้อเสื้อสมาคมนั่นเอง และอีกหลายๆ คน ที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ดีใจที่ได้เจอ ได้รู้จักทุกคนในงานนี้ครับ ป.ล. ถึงคนที่โดนผมถามเรื่องชื่อวังในพอตสดัม (ถ้าบังเอิญเข้ามาอ่าน) ตกลงผมไปหาเจอแล้วนะครับ วังชื่อ Cecilienhof เป็นที่ที่ผู้นำอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย มาประชุมกันสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่าจะจัดการอย่างไรดีกับพื้นที่ของเยอรมันและที่ถูกนาซียึดครอง 9/2/2008 ข้างหลังภาพ มาเช็คชื่อหน่อยดีกว่าว่ายังมีใคร (หลง) เข้ามาอ่านบล็อกนี้บ้าง รู้สึกว่าจะหายไปนานทีเดียว ช่วงนี้อยู่ไทยครับ วันนี้ไม่กล้าออกไปข้างนอก ก็เลยมีเวลาว่างๆ มาเขียนบล็อกบ้าง (แต่ก็ยังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่นะ เปิดทีวีดูอยู่นี่แหละ) สัปดาห์ที่ผ่านมาไปดูละครเวที "ข้างหลังภาพ" มาครับ หลายคนคงรู้จักเรื่องนี้จากการอ่านเป็นบทอ่านนอกเวลาสมัยเรียน ม.ปลาย (เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องเอาเื่รื่องย่อมาเล่าซ้ำ ใช่เปล่าเอ่ย ประเมินโดยรวมแล้วถือว่าดีมากๆ ฉากน้ำตกก็มีการนำน้ำมาเล่นบทเวทีจริงๆ เท้าเปียกกันจริงๆ พอถึงฉากเศร้า (ในครึ่งหลัง) ก็ทำให้เศร้าได้สุดๆ แค่นี้ยังไม่พอ สงสัยคนเขียนบทกลัวคนดูจะน้ำตาไหลกันทั้งโรงมั้งครับ มีการเอาฉากคลายเครียดมาแทรกด้วยในครึ่งหลัง (หวังว่าฉากนั้นจะไม่โดนเซ็นเซอร์ด้วยเหตุผลทางการเมืองเน้อ ใครอยากรู้ก็หาโอกาสไปดูเองแล้วกันครับ ถ้าอยากรู้จริงๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังหลังไมค์) นอกจากนี้ก็ยังทำให้รู้ว่า นักร้องไฮโซอย่างคุณป้ารัดเกล้า ที่ปกติพวกเราจะได้ยินเสียงร้องเพลงนุ่มๆ ของเธอ ก็สามารถมาแสดงละครเวทีในบทของต้นห้อง และร้องเพลงเสียงแข็งได้ด้วย! ว่ากันด้วยเนื้อหา เรื่องบท ก็มีการดัดแปลงจากต้นฉบับของศรีบูรพานิดหน่อย อย่างแรกเลยคือในหนังสือของศรีบูรพา เป็นการเล่าเรื่องจากนพพรเพียงฝ่ายเดียว แต่พอมาทำเป็นละครเวที ละครเวทีก็สามารถนำเสนอเรื่องราวในมุมมองของหลายๆ คนได้ อย่างบทต้นห้องของป้ารัดเกล้า ก็เป็นบทที่เพิ่มเข้าไป ก็ต้องถือว่าคนเขียนบทเก่งเหมือนกัน ที่สามารถทำให้ตัวละครนี้มีบทบาทสำคัญในละครเวทีได้ // ไม่อยากโดนสปอยล์ อย่าอ่านย่อหน้าข้างล่างนี้ แต่ถ้าจะให้วิพากษ์บ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องของการนำเสนอรายละเอียดเหมือนกัน อย่างช่วงที่คุณหญิงกีรติเล่าเรื่องในอดีตให้นพพรฟัง ว่าทำไมถึงตัดสินใจแต่งงานกับท่านเจ้าคุณ เชื่อว่าถ้าไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือข้างหลังภาพมาก่อน ก็คงจะไม่สามารถเข้าใจประเด็นนี้จากละครเวทีได้เหมือนกัน (หรือเปล่า?) นอกนั้นยังนึกไม่ออกครับว่ามีตรงไหนที่น่าปรับปรุงอีก // จบการสปอยล์ สรุป - ถ้ามีโอกาสได้ไปดู ก็ขอแนะนำให้ไปดูครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง ละครเวทีเรื่องนี้ยังคงเปิดแสดงจนถึงสิ้นเดือนกันยานี้ ป.ล. ใครจะไปไม่แนะนำให้เอารถไปจอดที่เอสพละนาด (ที่ตั้งของโรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์) นะครับ ระบบการจราจรในที่จอดรถเฮงซวยมาก 3/17/2008 ทำอาหาร - เล่นเกม - ดูหนัง - ฟังดนตรีอ่านชื่อบล็อกก็คงรู้เนาะ ว่าสัปดาห์ที่แล้วไปทำอะไรมาบ้าง ไปๆ มาๆ ปรากฏว่าสัปดาห์ที่แล้วที่มีอยู่ ๗ วัน (ก็ีมี ๗ วันอยู่แล้วนี่หว่า) ก็มีกิจกรรมซะ ๖ วัน ส่วนจะเป็นอะไรบ้างก็คงต้องอ่านกันเองครับ 2/25/2008 Semesterberichtเคยรู้สึกอย่างนี้เปล่าครับ เวลาปิดเทอมรู้สึกเหงาๆ เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่มีอะไรทำ บางทีคิดว่าอยากทำนั่นทำนี่ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่มี Motivation ซะอย่างนั้น (ยังไง?) ที่จริงผมรู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่สอบ Lineare Algebra เสร็จแล้วละ แต่ความรู้สึกตอนก่อนสอบ Informatik กับหลังสอบมันก็ต่างกันอยู่นิดๆ นะ ตอนก่อนสอบรู้สึกว่า เมื่อไหร่เจ้าตัวสุดท้ายมันจะผ่านไปสักที อารมณ์ในการอ่านหนังสือก็ไม่รู้หายไปไหนหมด พอสอบเสร็จก็ดีใจครับ หมดเวรหมดกรรมกับเทอมนี้เสียที ยิ่งรู้ผลสอบตัวสุดท้ายก็ยิ่งดีใจ (และสะใจนิดๆ) แต่ก็รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ เหงาๆ ไม่นึกว่าจะเหงาได้ขนาดนี้... อย่าเพิ่งตกใจครับท่านผู้อ่าน ผมยังปกติดีอยู่ ก็แค่รู้สึกมันว่างๆ เท่านั้นเอง เล่าให้ฟังดีกว่าว่าบรรยากาศการเรียนเทอมที่ผ่านมาเป็นไงบ้าง ก็อย่างที่เคยเล่าครับ เทอมนี้ผมลงเรียนไป ๔ ตัว มี Lineare Algebra 2, Analysis 2, Numerik 0, Informatik 1 (งงปะ ว่าทำไมเป็น Info 1 ทั้งๆ ที่เทอมที่แล้วก็เรียนคอมไปแล้ว ถ้างงก็ลองไปหาข้อมูลในบล็อกเก่าๆ ดู... อ่าๆ ครั้งนี้ใจดียอมอธิบายให้อีกรอบ คือเทอมที่แล้วมันเปิดแต่ Informatik 2 ก็เลยต้องลงสลับกันอย่างนี้ เนื้อหาก็แทบจะไม่เกี่ยวกันแม้แต่น้อย...) ก็อย่างที่เคยเล่าว่าเป็นการหาเรื่องใส่ตัวนิดๆ แต่ไปปลายๆ เทอม ก็เริ่มชินแล้วครับ แต่จะให้ลงเรียนถึง 28 SWS (Semesterwochenstunden: จำนวนคาบเรียนต่อสัปดาห์, 1 คาบ = 45 นาที) แบบเทอมนี้นี่ก็คงไม่เอาอีกแน่ๆ เพราะเจ้า 28 SWS นี่ยังไม่รวมเวลาทำการบ้านซึ่งตกต่อวิชาประมาณ 6 - 10 ชั่วโมงต่อวิชาต่อสัปดาห์ ตัวที่โหด (มัน ฮา) ที่สุดก็เห็นจะเป็น Lineare Algebra 2 ครับ หลังจากที่อาจารย์ที่สอน LA1 เทอมที่แล้วได้ตำแหน่งโปรเฟสเซอร์ที่ Hannover แล้ว ท่าน Studiendekan (ตำแหน่งน่าจะประมาณ คณบดีฝ่ายนักศึกษา) ก็มาสอนให้เอง (น่าภูมิใจมั้ย คณบดีมาสอนเด็กปีหนึ่งเชียวนะครับ) เป็นการเรียนที่เรียกได้ว่า ๓ เรือง ๓ รส (ใครสนใจว่ามีเรื่องไหนบ้าง ไปถามนอกไมค์เองเนาะ มาเล่าในนี้เดี๋ยวจะทำให้บล็อกอ่านไม่รู้เรื่อง แหะๆ) เรื่องแรกก็ยังโอเคอยู่ เรื่องที่สองตอนเริ่มๆ ก็พอไหว แต่พอวันหยุดคริสต์มาสใกล้เข้ามานี่ดิครับ รู้สึกมันจะหลุดโลกออกไปเรื่อยๆ ก็นับว่าโชคดี (รึเปล่า?) ที่ได้หยุดคริสต์มาส ก็เลยมีเวลาได้ทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่ "หลุดโลก" ออกไปได้อย่างสบายๆ (แต่ไม่ได้หายความว่าจะเข้าใจทั้งหมดนะครับ) ก่อนที่จะมาเรียนเรื่องสุดท้ายหลังจากหยุดคริสต์มาสแล้ว เอาคร่าวๆ แล้วกันว่าเกี่ยวกับการนำความรู้ใน LA ไปใช้ในเรขาคณิต ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าเรขาคณิตนั้นก็สามารถทำให้ abstract ได้สุดๆ เหมือนกัน ทำเอาที่เรียนตอนก่อนหยุดคริสต์มาสนั้นกลางเป็นเรื่องง่ายไปเลย (ฮา... ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ) ก็เรียนสนุกดีครับวิชานี้ ที่จริงบ่นๆ ว่าเรียนเยอะ มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นให้รู้สึกต้องขยันมากขึ้น ให้เวลากับมันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ตัวอื่นๆ ก็ไม่โหดเท่า LA2 ครับ ก็เรียนไปได้เรื่อยๆ เอาจริงๆ ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเหมือนกัน อย่างผลพลอยได้จากการเรียน Numerik ก็คือได้เรียนรู้ Syntax ภาษา C เพิ่มขึ้น แล้วก็ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เรียนไปใน LA (กับ Analysis) มีประโยชน์ หรืออย่างในวิชา Informatik ก็ทำให้รู้ว่า โปรแกรม Mathematica ที่หลายๆ คน (ที่รู้จักและใช้อยู่) คิดว่ามีประโยชน์อยู่แล้ว มันทำอะไรได้เยอะกว่านั้นมาก ไม่เคยคิดมาก่อนครับว่า เจ้า Mathematica นี้จะสามารถใช้ไขปริศนาเกมอย่าง Sudoku ได้ (เอ่... หรือว่าคนอื่นเขารู้กันหมดแล้ว มาถึงตอนนี้ล่ะ? บอกตรงๆ ว่าตั้งแต่สอบ LA2 เสร็จไปตั้งแต่ ๙ กุมภาที่ผ่านมา ก็รู้สึกโหวงๆ เหมือนกัน เคยมีใครเป็นอย่างนี้เปล่าครับ ตอนเรียนก็ทุ่มพลังไปเยอะ พอปิดเทอมก็รู้สึกอยากอ่านสิ่งที่เพิ่งเรียนมาใหม่ๆ แต่มันก็ไม่มีให้ทำ (ก็มันไม่มี Vorlesung นี่หว่า...) ผมเองรู้สึกแบบนี้ไปพักหนึ่ง จนสอบตัวสุดท้าย (Informatik) เสร็จไปสามสี่วันมั้งครับ อาการที่ว่าถึงค่อยๆ หายไป สำหรับ Semesterbericht ก็คงจบลงแค่นี้ครับ ไว้มีอะไรใหม่ๆ จะมาเล่าให้ฟังอีก 2/11/2008 เหตุเกิด ณ ศูนย์คอมมหาลัย
เดี๋ยว อย่าเิพิ่งเข้าใจผิด อย่าเพิ่งคิดนะว่าผมสอบเสร็จแล้ว ถึงได้กลับมามีเวลามาอัพบล็อกอีกรอบ ถ้าใครคิดอย่างนั้นก็คิดถูกแค่สามในสี่ครับ เพราะว่าสอบเสร็จไปแล้วสามตัว (อันได้แก่ตัวกลางๆ สองตัว (Analysis, Numerik) และตัวโหดอีกหนึ่ง (lineare Algebra) (ซึ่งข้อสอบจริงๆ กลับไม่โหดอย่างที่คิดกันไว้ มาเข้าเรื่องของบล็อกนี้กันดีกว่า เดี๋ยวท่านผู้ชมจะสงสัยว่าไอ้ย่อหน้าข้างบนมันเกี่ยวอะไรกับศูนย์คอมฯ มหาลัย คำตอบก็คือไม่เกี่ยวเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นรูปภาพข้างล่างนี้ต่างหากล่ะครับ ที่จริงเรื่องมันเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาเอามาลงเสียที เรื่องก็มีอยู่ว่า มีหลายครั้งที่ผมไปทำงานโปรแกรม Mathematica กับเครื่องคอมในศูนย์คอมฯ มหาลัย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมสั่งพิมพ์งานจากเครื่องนี้่โดยตรง แล้วเพิ่งมาเห็นทีหลังว่าตัวอักษรบางตัวหล่นหายไป... หลังจากส่งไปแ้ล้ว TA ก็ตรวจกลับมา ผลการตรวจก็ลองดูในภาพข้างล่างนี้แล้วกันครับ ![]() ใช่แล้ว... เครื่องมันไม่ยอมปรินท์อุมเลาท์ให้ ทำให้ผมต้องมาเขียนเติมด้วยมือเองทีหลัง และได้รับคำแซวกลับมาอย่างที่เห็นนี่ละครับ (สำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาเยอรมัน: ü หรือ u อุมเลาท์ ถ้าอยู่กับคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่ก็จะใช้ ue แืทน ส่วน ß นั้นมีชื่อเรียกว่า es-zett; Süß = Sueß = Suesz = sweet เดี๋ยวไว้ว่างๆ จะมาเขียน Semesterbericht ให้อ่านกัน ย้ำว่าถ้าว่างๆ (ไม่ต้องห่วงครับ ไม่เขียนเป็นภาษาเยอรมันให้อ่านหรอก) ส่วนรูปที่ไปอังกฤษช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา... จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้เอามาให้ดูกันสักที 12/10/2007 KEEP COOL!!!"จะหนาว... เหน็บ... หนาว... เพียง... ไหน... จะ... ฝ่า... ไป... ร้อน... เป็น... ฟืน... เป็น... ไฟ... จะ... ฝ่า... ไป..." ใครสงสัยว่าประโยคข้างบนนี้มาจากไหน ลองไปถามคนที่ไปงานคอนเสิร์ตบริจาคเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานะครับ เสียงเพลงข้างต้นยังคงอยู่ในหัวผม ในช่วงสองสามวันหลังจากงานคอนเสิร์ตบริจาค ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่องานที่ว่า BaWue KEEP COOL Concert ตอน เจ้าหญิง on Ice กับ เจ้าชาย on the Rock สำหรับผู้ที่สงสัยว่าโครงการบริจาคคืออะไร ลองเปิดดูได้ที่นี่เลยครับ http://www.schuai.net/borijak เอาละ... อยากรู้ใช่มั้ย ว่าบรรยากาศงานเป็นอย่างไร ก็ลองอ่านดูนะครับ ถ้ากลัวสายตาเสีย แนะนำให้ปรินท์ใส่กระดาษออกมาอ่าน เพราะเรื่องค่อนข้างยาวอยู่ ถ้าจะเล่าเรื่องงานครั้งนี้... ก็คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคมที่ผ่านมา ที่พวกเราวง Unter Uns เริ่มหาเพลงใหม่ๆ มาแกะ มาซ้อมเล่นกันอีกครั้ง นัดมาซ้อมเล่นกันตามโอกาสสะดวก จนกระทั่งพี่แบ๋ม แม่งานการจัดงานคอนเสิร์ตในครั้งนี้ เสนอความคิดขึ้นมาว่าอยากจะจัดงานครั้งนี้อีกครั้ง พวกเราจึงมาประชุมเลือกเพลง ลำดับเพลงที่จะใช้แสดง เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเริ่มซ้อมดนตรีกันอย่างจริงจังอีกครั้ง คราวนี้พวกเราเดินทางไปซ้อมกันที่ชตุทการ์ท ซึ่งที่มหาวิทยาลัยมีห้องซ้อมดนตรีสำหรับนักศึกษาโดยเฉพาะ เป็นห้องใต้ดินเก็บเสียงอย่างดี ไปกันเกือบจะทุกเสาร์ จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าที่จริงวันเสาร์มันเป็นวันหยุดนะ 555+ ก็ทำเอาพวกเราเหนื่อยไปตามๆ กัน ผมก็เหมือนกันครับ ด้วยความอยู่ดีไม่ว่าดี คนอื่นที่มหาลัยเขาลงเรียนกัน ๓ ตัว มีผมที่ดันทุรังไปลงเรียน ๔ ตัว (แล้วไม่ยอมถอนออกสักตัวด้วย เอ้า! หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ (อื่ม... ก็มันอยากรู้นี่)) แล้วก็มีงานซ้อมดนตรี งานดูแลห้องซักผ้า (เพื่อจะได้อยู่หอนักเรียนได้นานขึ้น) ฯลฯ เข้ามา ชวนให้ผมนึกถึงบรรยากาศสมัยเรียน ม.ปลายเทอมสองอยู่หลายครั้งที่เดียว ที่ย้ำว่าเป็นเทอมสองเพราะเป็นเทอมที่มีกิจกรรมเยอะ ทั้งที่ organize เอง หรือที่ไปช่วยคนอื่นทำ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนหนังสือ ทำการบ้านส่งครู อ่านหนังสือทบทวนบทเรียนไปด้วย จะว่าไป ก็คงต้องขอบคุณประสบการณ์ชีวิตนักเรียน ม.ปลาย จริงๆ ครับ หลายครั้งที่ผมรู้สึกหมดแรง ก็นึกไปถึงช่วงที่มีงานเยอะๆ เช่นนี้ละครับ นึกว่าเมื่อครั้งนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ครั้งนี้ก็ต้องผ่านไปได้ด้วยดีเช่นกัน สำคัญที่ว่าจะทุ่มเทแค่ไหนเท่านั้นเอง... วงดนตรีก็มีอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปนะ มีสมาชิกวงหายไปด้วยเหตุผลต่างๆ จากปีที่แล้วที่มีอยู่ ๑๑ ก็เหลืออยู่ ๘ คนในวันงาน แต่พวกเราก็เล่นเพลงที่ยากขึ้นได้หลายเพลง มีเพลงมันๆ มากขึ้น (รึเปล่า?) ได้ห้องซ้อมที่ดีขึ้น เพลงที่เคยเล่นปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็เล่นได้ปึ้กขึ้น ส่วนตัวก็รู้สึกว่ามีความเป็นสมาชิกในวงมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว (เพราะได้พูด ได้คุยกันมากขึ้นนั่นเอง) ที่จริงระหว่างนี้ก็มีเหตุให้ต้องงดซ้อมไปถึงสองสัปดาห์ต่อกันเหมือนกัน (แต่มันไม่ได้ทำให้วันเสาร์ว่างขึ้นหรอก เพราะมีอย่างอื่นมาแทน มาถึงวันงาน ผมก็ไปถึงสถานที่จัดงานคือห้องจัดงานเลี้ยงใต้หอพักนักศึกษา Europahaus เมืองมันน์ไฮม์ ตั้งแต่ราวๆ สิบโมงครึ่ง ก็มีคนอื่นๆ มาถึงกันบ้างแล้ว ก็ไปช่วยกันจัดสถานที่ หลังจากนั้นได้สักพักหนึ่ง ทางวงดนตรีก็เริ่มติดตั้งเครื่องดนตรี ปรับเสียง ซ้อมเล่นกันบางเพลง ส่วนเวลานั้นก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเกือบถึงสี่โมงเย็น การลงทะเบียนจึงเริ่มต้นขึ้น งานปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างไรบ้าง อย่างแรกเลยคือสถานที่จัดงานกว้างขึ้น มีที่ให้เต้นกันมากขึ้น ต่อมาก็คือมีเกม Wii จากค่าย Nintendo มาให้เล่นด้วย เป็นเกมต่อยมวยครับ ไปลองเล่นกับกริช (มึนเช่น) ดู สนุกมาก (แต่ก็ปวดแขนมากเหมือนกัน 555+) แล้วก็มีการเสี่ยงเซียมซี นอกจากนี้ก็มีการโหวตเจ้าชายเจ้าหญิงในงานครับ โหวตว่าใครแต่งตัวมาดีที่สุด (รายละเอียดขอยกยอดไปเล่าในย่อหน้าถัดๆ ไป นะครับ) นอกจากนี้ก็มีอาหารอร่อยๆ มาให้กินมากกว่าปีที่ผ่านมาด้วย และเช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมา ปีนี้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนก็จะได้ไปรษณียบัตรคนละหนึ่งใบ สำหรับเขียนถึงน้องๆ ในเมืองไทยที่ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการนี้ครับ กินอาหารกันเสร็จ ราวๆ ๖ โมงเย็น ท่านกงสุลจากฟรังก์ฟวร์ตก็กรุณามากล่าวเปิดงานครั้งนี้ หลังจากนั้นก็เป็นการแนะนำโครงการบริจาค คราวนี้ไม่ได้แนะนำแบบธรรมดานะครับ แต่มาในรูปแบบเกมแฟนพันธุ์แท้ ผู้เข้าร่วมแข่งขันก็คือพวกเรานี่แหละ แบ่งกลุ่มกันตามสีของบัตรเข้างาน ก็ทำให้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับโครงการมากขึ้น เช่น เลขบัญชีธนาคารของโครงการบริจาคลงท้ายด้วยเลข 2 555+ ที่มีสาระมากกว่านี้ก็มีครับ อย่างปรัชญาของโครงการที่ว่า “การเชื่อมโยงระหว่างคนใจบุญกับคนที่ต้องการทางด้านการศึกษา” คราวนี้จำได้ขึ้นใจแล้ว งานนี้ก็มีพี่เตยมาเป็นผู้ดำเนินรายการ กับพี่เม้งเป็นผู้เฉลยคำตอบครับ หลังจากเกมแฟนพันธุ์แท้จบลง ก็เป็นการประมูลของ เพื่อนำรายได้ไปสบทบทุนโครงการบริจาค มีพี่ส้มกับพี่เจษฎ์เป็นพิธีกร การประมูลก็เริ่มต้นด้วยของประมูลจากท่านกงสุลจากฟรังก์ฟวร์ต ต่อด้วยของชิ้นอื่นๆ ด้วยข้อจำกัดทางเวลาทำให้มีการนำของประมูลมาประมูลพร้อมกันทีละ ๒-๓ ชิ้น ก็มีของน่าสนใจมาให้ประมูลกันหลายชิ้นทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ดีวีดี ซีดีเพลง ตุ๊กตาหมี หม้อข้าว ครก เครื่องต้มกาแฟ (สามรายการหลังนี่ อาต้อม ผู้ดูแลนักเรียนไทยในเยอรมันเป็นผู้นำมาจากแบร์ลินครับ) ฯลฯ หลังจากที่พลาดการประมูลของบางชิ้นไป ด้วยความสู้ราคาไม่ได้บ้าง ตัดใจไปบ้าง ผม พี่เก๋ พี่อภิชาตก็ช่วยกันประมูลของได้ชุดหนึ่ง ซึ่งก็มีเครื่องเข้าสันห่วงของพี่ตุ้ม กับกบเหลาดินสอและหนังสือจากพี่ป้าย หลังจากนั้นได้สักพัก ของที่ผมนำมาร่วมประมูล ซึ่งก็มีกล่องปลาโลมา ข้างในมีการ์ด ส.ค.ส. และซองจดหมาย และหนังสือเล่มเล็กๆ อีกเล่มหนึ่ง ก็ถูกนำออกมาประมูลพร้อมกับของอีกสองสามชิ้น ซึ่งรายการนี้พี่หมูจากไฟรบวร์กก็เป็นผู้ชนะ ได้รับของชิ้นนี้ไปครับ หลังจากประมูลของเสร็จ ก็เป็นการตัดสินผลการประกวดเจ้าชายเจ้าหญิง อย่างที่เกริ่นไปแล้วครับ ว่าในงานนี้มีการให้ผู้เข้าร่วมงานโหวตให้คะแนนคนที่แต่งตัวมาได้ “เจ๋ง” ที่สุด เพื่อความสนุกสนาน ก็เลยมีการคัดเลือกผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด ๓ อันดับแรก ของทั้งฝ่ายหญิง และฝ่ายชาย มาขึ้นเวทีสัมภาษณ์อีกครั้ง คราวนี้มีพี่ตั้มกับพี่กชเป็นพิธีกร ครั้งแรกพี่เจก็ชวนให้ไปเล่นเสียงเอฟเฟกต์ประกอบรายการ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... (ใครรับไม่ได้ ข้ามไปย่อหน้าถัดไปได้เลยนะครับ เสร็จจากการประกวด ก็เป็นการแสดงดนตรีโดยวง Unter Uns ก็เริ่มจากคลิปวีดิโอแนะนำสมาชิกวง (โห... ทำยังกะว่าจะออกอัลบั้มขายเอง!) และหลังจากนั้น พวกเราจึงเริ่มต้นการแสดงด้วยเพลง “วัดใจ” ฉบับ Unter Uns ซึ่งเพลงที่พวกเราใช้แสดงปิดท้ายคอนเสิร์ตเมื่อปีที่ผ่านมา และต่อด้วยเพลงต่างๆ ที่ต่างจากคราวที่แล้วก็คือ พวกเรามีนักดนตรีรับเชิญมาร่วมแสดงถึงสองคนด้วยกัน ได้แก่พี่ธีร์จากมึนเช่น มาร่วมเล่นเพลง “คนไม่ฉลาด” (เพียว) และพี่เจษฎ์ มาร่วมเล่นเพลง “คนใจง่าย” รายนี้ไม่ได้มาเล่นเฉยๆ ครับ มีการสอนท่าเต้นให้ผู้ชม ระหว่างเล่นก็มีการเชิญ “น้องเป้ย” (นางเอกในมิวสิกวีดิโอ) ขึ้นมาร่วมเต้นบนเวทีด้วย สนุกสนานกันมากทีเดียว หลังจากเพลงคนใจง่าย ก็มีการพักครึ่งให้ทุกคนได้พักผ่อนกันชั่วครู่ ก่อนที่พวกเราจะกลับมาสนุกกันต่อในครึ่งหลัง ซึ่งก็นับว่าสนุกสนานมาก (แต่รู้เปล่าว่าที่จริงผมก็เล่นผิดไปเยอะนะ หลังจากนั้น ก็เป็นการเปิดเพลงให้ทุกคน (ที่ยังมีแรงเหลือ) ได้ออกมาเต้นด้วยกัน ผมเองออกไปพักข้างนอกห้องจัดงานสักพักหนึ่ง แวะกลับมาร่วมเต้นกับหลายๆ คน ก่อนที่จะปลีกตัวไปนั่งพักอีกครั้ง หลังจากนั้น พวกเราจึงเริ่มทยอยเก็บของกันตอนราวๆ เที่ยงคืนครึ่ง (รึเปล่า?) เก็บของไปได้ค่อนข้างเยอะแล้ว พวกเราชาวไฮเดิลแบร์กก็ขอตัวออกมา เพื่อไปขึ้นรถไฟรอบสุดท้ายของคืนนั้นที่จะไปยังไฮเดิลแบร์ก กว่าจะกลับมาถึง มาเก็บของ อาบน้ำ และเข้านอน ก็เป็นเวลาตีสามพอดี สรุปได้ว่า งานนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้ความร่วมมือจากทุกๆ คน ต่อให้นักดนตรีจะฝึกซ้อมกันมามากแค่ไหนก็ตาม เชื่อว่าทุกคนที่ช่วยกันจัดงานครั้งนี้ก็คงเหนื่อยไม่แพ้วงดนตรี ที่เดินทางกันไปซ้อมดนตรีกันเกือบทุกสัปดาห์ และทุ่มเทไปมากเพื่องานครั้งนี้ แต่ถึงจะเหนื่อยกายแค่ไหน เห็นทุกคนช่วยกันทำงาน เห็นผลลัพธ์ที่ออกมาแล้ว บอกได้เลยครับว่าสุขใจมากๆๆ ที่สำคัญ งานนี้ไม่มีใครได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน หากแต่เป็นความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือน้องๆ ที่ไทย ที่ต้องการโอกาสทางการศึกษาครับ สำหรับวง Unter Uns ผมดีใจมากครับที่ทางวงเปิดโอกาสให้ผมมาร่วมเล่นดนตรี ดีใจที่ได้เล่นดนตรีกับทุกๆ คน ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะพวกเราจะเหนื่อยแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าเสียงตอบรับจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คงทำให้พวกเราหายเหนื่อยไปเยอะเช่นกัน ผมภูมิใจกับวงดนตรีของพวกเราครับ พวกเราเล่นกันได้สุดยอดจริงๆ ตอนนี้หลายๆ คน ก็คงต้องกลับไปตั้งใจเรียนกันอย่างเต็มที่อีกครั้ง ก็หวังว่าพวกเราจะได้เล่นดนตรีด้วยกันอีกนะครับ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่เร็วๆ นี้ ก็หลังจากนี้ มาลิสต์ล่ารายชื่อขอบคุณกันดีกว่า พี่แบ๋ม... คนนี้ขาดไม่ได้เลยครับสำหรับงานนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่แบ๋ม งานก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ ขอบคุณพี่แบ๋มมากๆ ครับ ที่เป็นคนริเริ่มจัดงานครั้งนี้ และคอยประสานงานทุกๆ ฝ่าย พี่ภัส... พี่สาวใจดีอีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันสำหรับงานนี้ ขอบคุณพี่ภัสมากๆ เลย ที่ช่วยเหลืองานในหลายๆ ด้าน คอยประสานงานระหว่างวงดนตรีกับผู้จัดงาน เป็นตากล้องช่วยถ่ายรูปลงโปสเตอร์โฆษณางานบริจาค และเป็นเพื่อนคุยเวลาเดินทางไปซ้อมดนตรีครับ พี่ตุ้ม... ถึงจะมาร่วมงานครั้งนี้ไม่ได้ แต่เชื่อว่าพี่ตุ้มส่งใจมาเชียร์พวกเราเสมอ ขอบคุณพี่ตุ้มที่ช่วยเหลือกันตลอดมา แล้วก็ช่วยเสนอเพลงสำหรับวงดนตรีที่น่าสนใจและน่าเล่นหลายๆ เพลงครับ อ้อ ขอบคุณสำหรับของประมูล (เครื่องเข้าสันห่วง) ด้วยนะครับ พี่ตั้ม... เป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยประสานงานระหว่างวงดนตรีกับผู้จัดงาน ขอบคุณพี่ตั้มที่คอยให้คำแนะนำเวลาซ้อมร้องเพลง เป็นคนริเริ่มไปซ้อมดนตรีที่ชตุทการ์ท(รึเปล่า?) ที่สำคัญ ขอบคุณนะครับสำหรับเสื้อ (ที่ทำให้ผมติดอันดับหนึ่งในสามของเจ้าชาย on the Rock) พี่เหนียว... หลังจากที่พวกเราลองปรับเสียงกันสักพัก พอพี่เหนียวมาปุ๊บ ทุกอย่างก็แทบจะสำเร็จได้ในทันที ขอบคุณพี่เหนียวมากครับที่ช่วยดูแลเรื่องเสียง แล้วก็ทำให้ทุกอย่างเกี่ยวกับการปรับเสียงง่ายขึ้นทันตาเห็น และคำแนะนำต่างๆ พี่นูน... ขาดคนนี้ไปวงดนตรีก็ไม่รู้จะไปซ้อมดนตรีกันที่ไหนครับ ขอบคุณพี่นูนที่ช่วยจองเวลาซ้อมดนตรี และเป็นที่เก็บของจำเป็นสำหรับวงดนตรีครับ พี่เข้... เห็นคลิปวีดิโอเปิดตัววงเจ๋งๆ แบบนี้ ก็เพราะฝีมือพี่เข้นี่แหละครับ ขอบคุณสำหรับคลิปวีดิโอ และที่มาเล่นดนตรีด้วยกันนะครับ พี่เจ... หัวหน้าวง มือกลอง ก็ขอบคุณนะครับที่มาเล่นดนตรีด้วยกัน ที่เป็นเพื่อนคุยทั้งเรื่องดนตรี เรื่องวิชาการ ฯลฯ พี่ป้อง... แหะๆ ได้คุยกันน้อยหน่อย แต่ก็ดีใจนะครับที่ได้มาเล่นดนตรีด้วยกัน พี่เจษฎ์... ผู้นำเพลง "คนใจง่าย" มาเล่นในวง ทำให้วงมีเพลงสนุกๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเพลง ขอบคุณพี่เจษฎ์นะครับ ที่มาเล่นดนตรีกับพวกเรา ช่วยเรียบเรียงเพลง "คนใจง่าย" ขึ้นมาใหม่ที่สนุกสนานไม่แพ้ต้นฉบับ พร้อมทั้งเสนอความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ให้กับวง พี่ธีร์... มาไกลจากมึนเช่น แต่ก็ยังมาร่วมเล่นดนตรีกับพวกเรา ก็ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ พี่เตย นอกจากจะช่วยขนของในวันงานแล้ว ยังช่วยขนกลองและอุปกรณ์ดนตรีอื่นๆ จากชตุทการ์ท ทำให้พวกเราได้ซ้อมดนตรีกับกลองของจริงในเสาร์สุดท้ายก่อนวันงานครับ พี่เตย พี่แบ๋ม (อีกคนละรอบ) พี่กช ช่วยสละเวลามาถ่ายทำคลิปวีดิโอโฆษณางานบริจาค และถ่ายรูปสมาชิกในวงดนตรี พี่หมิง สำหรับไอเดียสุดบรรเจิดสำหรับโปสเตอร์โฆษณางานบริจาคครั้งนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสผมไปเป็นหนึ่งในนายแบบโฆษณาครับ สำหรับคำชมและคำแซวตอนประกวดเจ้าชาย และก็ที่มาช่วยเป็น "น้องเป้ย" ให้กับเพลง "คนใจง่าย" พี่เชอรี่ พี่อิศ ขอบคุณพี่ทั้งสองคนที่ไปช่วยเป็นนางแบบและนายแบบโฆษณาครับ พี่ป้าย ขอบคุณครับสำหรับของที่นำมาประมูล พี่อภิชาต พี่เก๋ พี่ชายและพี่สาวที่ใจดีทั้งสอง ช่วยกันประมูลของจนได้ของมาหนึ่งชุด... เครื่องเข้าสันห่วง และหนังสือนั่นเอง เปิ้ล มด กริช ขอบคุณนะที่มาเป็นกำลังใจให้ครั้งนี้ ทุกๆ คนในงาน ที่ช่วยโหวตให้ผมติดอันดับหนึ่งในสามเจ้าชายของงานนี้ครับ พี่หมู และพี่ๆ จากไฟรบวร์ก... หวังว่าของที่ชนะการประมูลไปจะถูกใจพี่ๆ นะครับ พี่เม้ง คนนี้ไม่ขอบคุณไม่ได้ครับ เพราะเป็นคนที่ริเริ่มโครงการบริจาค (ถ้าไม่มีคนเริ่ม จะมีงานขึ้นมาได้อย่างไร จริงมั้ย) คอยเป็นกำลังใจให้พวกเราในการจัดงานครั้งนี้ ทุกๆ คน ที่ช่วยกันส่งเสียงให้กำลังใจขณะแสดงดนตรี ทีมบาร์เทนเดอร์ สำหรับเครื่องดื่มคอกเทลสุดอร่อย ร้านอาหารไทยต่างๆ จากไฮเดิลแบร์ก มันน์ไฮม์ ไคเซอร์สเลาเทอร์น สำหรับอาหารอร่อยๆ วัดไทยในลุดวิกส์ฮาเฟน สำหรับอุปกรณ์ เครื่องดื่มต่างๆ และคนอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกคนครับ ป.ล. งานนี้ผมไม่ได้ถ่ายรูปนะครับ แหะๆ หวังว่าจะมีคนนำรูปมาให้ดูเร็วๆ นี้ ป.ล.๒ เจอพิมพ์ผิด พิมพ์ตก ข้อมูลผิดพลาดตรงไหนช่วยบอกด้วยนะครับ พอดีไม่ได้อ่านตรวจทานโดยละเอียด 10/29/2007 เฮงได้... ก็ซวยได้... ด้วย MÜSLI!!!
ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายว่า Müsli ที่ว่าไม่ใช่อาหารจำพวก Cereal ที่กินเป็นอาหารเช้ากัน แต่มันย่อมาจาก Mathematisches Übungsgruppen- und Scheinlisten-Interface ซึ่งก็คือระบบการลงทะเบียนกลุ่มทำแบบฝึกหัดของวิชาต่างๆ ในหมวดคณิตศาสตร์ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งในเทอมที่ผ่านๆ มา ระบบ Müsli นี้จะให้นักศึกษาเลือกกลุ่มและเวลาที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง และสามารถทราบได้ทันทีว่าตนเองอยู่กลุ่มแบบฝึกหัดกลุ่มใด มีใครเป็นสมาชิกบ้าง แต่เทอมนี้มันไม่เป็นอย่างนี้นี่สิครับ อาจเป็นเพราะมีนักศึกษาไปแย่งกันลงทะเบียน หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบเป็น Müsli โฉมใหม่ ซึ่งนักศึกษาจะยังไม่ทราบในทันทีว่าตนเองจะได้อยู่กลุ่มแบบฝึกหัดกลุ่มไหน เวลาไหน แต่นักศึกษาแต่ละคนจะต้องลงว่า Termin ใดเหมาะกับตนเองมากที่สุด อันไหนเหมาะรองลงมา อันไหนพอได้ หรืออันไหนไม่ได้เลย (โดยจำนวน Termin ที่นักศึกษาเข้าไม่ได้เลย จะต้องมีไม่เกิน 50 - 60% ของจำนวน Termin ที่มีให้เลือกทั้งหมด!) ทางผู้ดูแล Übungsgruppe แต่ละวิชาจะเป็นคนกำหนดวันสิ้นสุดการลงทะเบียน หลังจากนั้นก็เป็นการเล่นเกมวัดดวงครับว่าใครจะได้ไปอยู่กลุ่มไหน ถ้าได้กลุ่มที่ตนเองต้องการจริงๆ ก็โชคดีไป ถ้าใครได้อ่านบล็อกที่แล้ว ก็จะเห็นว่าตารางเรียนผมวันจันทร์ยังว่างอยู่ และผมก็อยากให้วันจันทร์มันว่างต่อไปครับ ความซวยมีจริงครับพี่น้อง!!! แหะๆ ผมถูกจับไปอยู่กลุ่มวันจันทร์ตอน ๑๖-๑๘ ครับ ทำให้วันจันทร์ไม่ใช่วันพักผ่อนที่ถูกต้องอีกต่อไป ก็เซ็งไปพักนึง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่เนาะ ตอนนี้ก็ไม่เป็นอะไรแล้วครับ ไม่ต้องปลอบ ไม่้ต้องห่วง มองอีกแง่นึง ก็ยังโชคดีอยู่หน่อยๆ นะที่ไม่โดนจับไปอยู่กลุ่มวันจันทร์เวลาเช้ากว่านี้ เผื่อเสาร์ - อาทิตย์ไปเที่ยว กลับมาถึงบ้านวันจันทร์ตอนบ่ายๆ ก็ยังได้ ส่วนตารางเรียนจริงๆ ก็เป็นดังที่เห็นข้างล่างนี้ครับ
คำอธิบายดูได้จากบล็อกก่อนหน้านี้ครับ มีเรื่องจะเล่าอีกเรื่องนึงเกี่ยวกับจักรยาน (ซึ่งลืมเล่าไปเมื่อเขียนบล็อกครั้งที่แล้ว) คือเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมกับพรรคพวกจากไฮเดิลแบร์ก-มันน์ไฮม์ ก็ไปขี่จักรยานเลียบแม่น้ำเนคคาร์กันจาก Neckargemünd ไปยัง Eberbach ระหว่างทางมีการขึ้นเนิน ผมก็เปลี่ยนเกียร์จักรยานจากเบอร์ M ลงมาเป็น L และหลังจากนั้นพอกลับมาขี่ทางลาด ผมก็พยายามจะเปลี่ยนเกียร์กลับมาเป็น M เหมือนเดิม แต่กลับเปลี่ยนไม่ได้ซะอย่างนั้น!!! ทำไงล่ะ? ก็ต้องปั่น "จักรยานเกียร์ต่ำ" อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไงครับ ทำเอาวันนั้นขาเมื่อยไปเลยทีเดียว โดนจักรยานกวนตีนเท่านี้ยังไม่พอ ตอนแยกทางกับพรรคพวกกลับมาที่หอถึงเพิ่งเปลี่ยนเกียร์กลับมาเป็น M ได้ ส่วนเกียร์อีกฝั่งนึง พยายามจะลดเกียร์ลงมานิดนึง (จากเบอร์ ๖ มาเป็นเบอร์ ๕) นี่ทำไม่ได้เลย ก็คิดไว้ครับว่าจะเอาจักรยานไปส่งซ่อมที่ URRmeL (Universitäre Radreparaturenwerkstatt mit eigenen Leistungen ศูนย์ซ่อมจักรยานของมหาลัย ที่เน้นให้นักศึกษาเรียนรู้และหัดซ่อม) พอถึงวันก่อนที่จะเอาจักรยานไปส่งซ่อมเท่านั้นแหละครับ (คือมันจะมีวันที่มีบริการให้คำปรึกษาในการซ่อมจักรยาน คนให้บริการก็นักศึกษาด้วยกันนี่แหละ มีสัปดาห์ละสองครั้ง) มันยอมให้เปลี่ยนเกียร์ลงไปถึงเบอร์ ๔ ได้ซะอย่างนั้น!!! เคยมีใครเจอแบบนี้มาบ้าง (ก็ดีไป ไม่ต้องเอาไปซ่อมแล้ว ครั้งนี้ก็มีเรื่องเล่าแค่นี้ครับ แล้วไว้เจอกันรอบต่อไป ช่วงนี้กำลังไม่สบายอยู่ พอดีอาทิตย์ที่แล้วไปขี่จักรยานแล้วฝนตก เท่านั้นแหละครับวันรุ่งขึ้นเป็นหวัดเลย 10/16/2007 เริ่มต้นเทอมสอง
ที่จริงเขาเริ่มเรียนวันแรกกันเมื่อวานครับ แต่เนื่องจากเมื่อวานผมไม่มีเรียน ก็เลยได้มาเริ่มเรียนวันนี้แทน วันแรกๆ ก็ยังไม่มีอะไรมาก ยังไม่มีการบ้าน แต่ก็เริ่มเรียนไปแล้วนิดหน่อย สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มี Proseminar เรื่องการสร้างระบบจำนวน ซึ่งก็เสร็จสิ้นลงไปแล้วครับ เริ่มกันเมื่อวันพฤหัสตอนกลางวัน พวกเรา (รวมทั้งโปรเฟสเซอร์ด้วย) ก็ฟิตกันดีแฮะ ตอนแรกนึกว่าจะเสร็จวันเสาร์กลางวัน ปรากฏว่า Proseminar นี้ได้เสร็จสิ้นลงในคืนวันศุกร์ตอนราวๆ สี่ทุ่ม!!! เมื่อวันเสาร์ก็เลยได้ไปดูหนัง Ratatouille (เรื่องเจ้าหนูที่ไปเที่ยวในครัวกลางกรุงปารีส) ตอนเข้าไปในโรงหนังนี่ตกใจครับ เหมือนจะโดนมองว่าผู้ใหญ่สี่คนนี้เข้ามาผิดโรงรึเปล่า โรงนี้มีแต่เด็กๆ กับคุณพ่อคุณแม่เต็มไปหมด หนังก็สนุกดี มีฉากขำๆ เข้ามาเรื่อยๆ กราฟิกก็ใช้ดีได้ครับ ดนตรีเพราะดี สำหรับคนที่อยากเห็นตารางสอน ก็ดูข้างล่างนี่ได้เลยครับ เป็นตารางที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี เพราะว่าจะต้องลงชั่วโมงทำแบบฝึกหัดอีก ๘ ชั่วโมง (ซึ่งก็คงรู้ภายในต้นสัปดาห์หน้ามั้ง)
คำอธิบาย: LA 2 = Lineare Algebra 2, Ana 2 = Analysis 2, Info I = Einführung (= Introduction) in die praktische Informatik (Programming), Num 0 = Einführung in die numerische Mathematik, Ü = Übung (ชั่วโมงแบบฝึกหัดที่แบ่งกลุ่มเรียน), ZÜ = Zentralübung (ชั่วโมงแบบฝึกหัดที่ทุกคนเรียนพร้อมกัน) คงอ่านรู้เรื่องนะครับว่าอันไหนแปลว่าอะไร เดี๋ยวไว้ถ้ามีใครมาถามอีกจะตอบให้ว่า numerische Mathematik นี่แปลว่าวิชากลศาสตร์ 555+ ส่วนวันนี้ก็ได้มีโอกาสมีใส่คำบรรยายภาพที่ไปเที่ยว Salzburg, Berchtesgaden, Königssee ไว้จนครบแล้ว คงไม่มาเล่าทีละวันเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มานะครับ (ขี้เกียจแล้ว แล้วไว้เจอกันโอกาสต่อไปครับ 10/8/2007 กลับมาแล้วหายจากสเปสนี้ไปนาน ยังมีใครเข้ามาดูอยู่เปล่าเอ่ย... พักนี้เป็นโีรคเลื่อนครับ ว่าจะเขียนตั้งแต่ก่อนกลับมาเยอรมันแล้ว แล้วก็เจอโรคเลื่อนมาเรื่อยๆ จนเรื่องที่คิดว่าจะเล่าก็ไม่ได้เล่าแล้ว เพราะลืมรายละเอียดไปเยอะเกิน ตอนนี้ก็กลับจากไทยมาได้เกือบสามสัปดาห์แล้วครับ (ทำไมเวลาผ่านไปเร็วอย่างนี้วะ) มาแล้วก็มีอะไรให้ทำอยู่เรื่อยๆ วันนี้มีรูปมาให้ทายเล่นครับ เป็นรูปที่ถ่ายตอนไปเที่ยวแถวๆ Königssee (เมือง Berchtesgaden) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ![]() คำถามมีอยู่ว่า
ตอบในคอมเมนต์ หรือไม่ก็เมล์ส่งคำตอบมาได้นะครับ คำถามแรกนี่ถ้าอัพรูปครบ (และใส่คำบรรยายรูปครบ) เมื่อไหร่ก็เฉลยเมื่อนั้น 8/30/2007 กลับไทย - ไปสิงคโปร์ - ลูกคุณหลวงกลับมาถึงไทยได้สัปดาห์กว่าๆ แล้วครับ ว่าจะอัพบล็อกมาหลายวันแล้ว แต่ก็เจอโรคเลื่อนมาเรื่อยๆๆ ไม่ไหวๆ ต้องอัพแล้ว ไม่งั้นเรื่องเล่ามันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ๑๙ ส.ค. กลับถึงไทย ตกบ่ายโมงของวันนี้ บินมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังจากผ่านการตรวจหนังสือเดินทางแล้ว ก็ยืนรอกระเป๋าอยู่พักใหญ่มากๆ ก่อนที่จะได้กระเป๋า และออกมาเจอคุณพ่อและคุณแม่ หลังจากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน และไปลงเสียงประชามติกัน ตอนเย็นออกไปกินข้าวกันนอกบ้าน ๒๐ ส.ค. เกือบไปเก้อ - ๒๑ ส.ค. ถึงได้ไปจริง ตั้งใจไว้เต็มที่ครับ ว่าวันนี้จะไปเยี่ยมอาจารย์ที่โรงเรียนเตรียมฯ ให้ได้ ตกสายๆ ผมก็เดินออกจากบ้านไปรอรถเมล์หน้าปากซอย รอไปได้สักพักแม่ก็โทร. มา บอกว่าวันนี้หยุดราชการ ก็เกือบเสียเที่ยวดิครับ อุตส่าห์เตรียมตัวซะเต็มที่ ๒๒ ส.ค. ไปสิงคโปร์ วันนี้ตื่นตั้งแต่เ้ช้ามืด ไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอนใกล้ๆ ตีห้า รอเพื่อนร่วมเดินทางอีกสองคน ซึ่งได้แก่หวาน (ชีววิทยา - อังกฤษ) กับกอล์ฟ (เคมี - อังกฤษ) เมื่อทั้งสองคนมาถึงแล้วก็ check-in พร้อมกัน ก่อนที่จะไปหาอะไรกิน แล้วก็ไปขึ้นเครื่องบินพร้อมกัน บินไปใช้เวลาสองชั่วโมง ก็ไปถึงสนามบินชางกีแห่งประเทศสิงคโปร์ตอนสิบโมงเช้า (เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าไทยชั่วโมงนึง ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ (รึเปล่า?)) โบ (บริหารฯ - สิงคโปร์) ก็มารอรับพวกเรา และพาไปยังบ้านพัก (ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง) ของโบ อาหารกลางวันเป็นหมูผัดซอสญี่ปุ่นชนิดหนึ่งกับหมูผัดซีอิ๊ว (รึเปล่า? จะไม่ได้แล้ว) กินกันพอประทังความหิวได้ ก็เดินทางเอาของไปเก็บที่ youth hostel แห่งหนึ่ง ก่อนที่จะได้เริ่มการเที่ยวกันจริงๆ พวกเราเริ่มทริปครั้งนี้กันที่ใจกลางเมือง เริ่มกันที่ Raffles City ถ้าให้ตรงกว่านี้คือไปหาอะไรกินให้หายหิวที่ MOS Burger ในนั้น ก่อนที่พวกเราจะเดินเที่ยวกันต่อ ผ่าน Citylink ไปยัง Esplanade (ตึก "หนามทุเีรียน") แล้วก็เดินข้ามสะพาน... ไปถ่ายรูปเจ้า Merlion สัญลักษณ์ประจำประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้นก็เลยไปยังย่านราชดำเนิน... เ ย้ ย ! ! ! (ก็มันเหมือนนี่นา) ไปยังรูปปั้น Raffles ผู้ที่ทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองทันสมัย ไปดูช้างพระราชทาน ร.๕ เดินต่อมาเรื่อยๆ จนกลับมาถึงย่าน Esplanade เดินเลียบทะเลบางแสน... เย้ย! ทะเลสิงคโปร์ไปอีกพักนึง ก็ไปถึงย่านร้านอาหาร ก็สั่งชาก๋วยเตี๋ยวกับสะเต๊ะมาแบ่งกันกิน ชาก๋วยเตี๋ยวนี่จะคล้ายๆ ผัดซีอิ๊วผสมผัดไทย อะไรประมาณนี้ กินเสร็จ ก็กลับไปถ่ายเจ้า Merlion ยามค่ำคืนอีกครั้ง แล้วก็เดินเล่นแถวๆ นั้น กลับมาที่ City Hall เดินเลยไปที่ Singapore Management University ที่เรียนของโบที่อยู่แถวๆ นั้น จากนั้นถึงขึ้นรถเมล์กลับมายังที่พัก ๒๓ ส.ค. Orchard - ศูนย์วิทยาศาสตร์ วันนี้พวกเราก็เก็บของออกจากที่พัก และเดินทางไปยังย่าน Bugis ไปกินข้าวเช้าเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ... หลังจากนั้นจึงเอาของไปเก็บที่ youth hostel อีกแห่งหนึ่งแถวๆ นั้น มีเจ้าของเป็นป้าใจร้าย (ที่เปิดแอร์ในห้องพักให้หนาวๆ แล้วก็ให้เช่าผ้าห่มราคา ๑ เหรียญต่อคน) หลังจากนั้นก็ขึ้นรถใต้ดินไป Orchard (ระหว่างทาง โบก็ไปที่มหาลัย ส่วนพวกเราที่เหลือสามคนก็เที่ยวกันเอง)เดินบริเวณนั้นทั่วๆ ซื้อของฝากมาส่วนนึง ก็ไปกินข้าวกลางวันกันที่ศูนย์อาหารในห้างแห่งหนึ่ง ตกบ่าย พวกเราก็ขึ้นรถ MRT สายสีแดงไปยังสวน Jurong เพื่อไปศูนย์วิทยาศาสตร์ ด้วยความเหนื่อยทำให้พวกเราสามคนหลับระหว่างนั่งอยู่ในรถไฟ จนกระทั่งไปถึงปลายทาง เมื่อผมรู้สึกเอะใจว่าทำไมรถไม่ยอมไปต่อ ถึงได้รู้ว่าพวกเรามาถึงสถานีที่ว่าแล้ว ก็เลยชวนกันรีบออกจากรถ ไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์ ไปถึงก็เจอของหลอกเด็ก (เด็กวัยราวๆ ๒๐ ปี) เลยครับ เป็นตู้กระจก ข้างในมีลูกบอลกลิ้งไปมา เดี๋ยวไว้จะเอาคลิปวีดิโอมาให้ดู หลงใหลกับของเล่นเด็กที่ว่าได้สักพัก พวกเราก็เข้าไปซื้อตั๋วเข้าชมศูนย์ฯ เข้าไปก็ไปเจอพวกภาพลวงตาเป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นก็แวะไปดูโซนเคมี นิทรรศการชั่วคราวเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งที่จริงผมว่า อพวช. ของเรา "สมัยเปิดใหม่ๆ" ก็ไม่ได้น้อยหน้าของเขาเลย แค่ขาดการบำรุงรักษา และขาดการคมนาคมที่สะดวกเท่านั้นเอง... การเดินชมศูนย์ฯ ครั้งนี้จบลงที่สวนจลนศาสตร์ (kinetic garden) ซึ่งมีที่ให้ทดสอบกำลังในการดึงของ กับที่ชั่งน้ำหนักอาศัยหลักของคาน (ต้อง "ขึ้นคาน" เพื่อไปชั่ง!) ก่อนที่จะแวะกลับมาดูเจ้าตู้ลูกบอลในเห็นในตอนแรก และเดินกลับไปขึ้นรถเมโทรเพื่อกลับเข้าเมือง ตกเย็นพวกเราไปเดินที่ Plaza Singapura อาหารมื้อเย็นเป็นร้านญี่ปุ่นยี่ห้อเดียวกันกับที่กินตอนเช้า แค่เปลี่ยนสาขาเท่านั้น เดินถ่ายรูปแถวๆ นั้น แล้วก็ซื้อขนมอีกสักครู่ ก็เดินทางกลับไปยังที่พัก รอแม่หมอ (โบ) มาดูดวงจากไพ่ตามที่สัญญาไว้ ๒๔ ส.ค. China Town - Sentosa เช้าวันนี้โบติดภารกิจของชมรมที่ SMU พวกเราก็เลยพาโบไปส่ง แวะซื้อขนมจีบ (ขนาดใหญ่เท่าซาลาเปา) และซาลาเปาไส้หมูแดง (ขนาดใหญ่พอๆ กับที่เซเว่น) มากินกัน แล้วจึงเดินไปดูพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่อยู่แถวๆ นั้น แต่ด้วยราคาเข้าชมที่สูง ประกอบกับเวลาที่มีไม่มากและความง่วงนอน ทำให้พวกเราตัดสินใจแค่เดินดูรอบๆ และกลับมานั่งพักในบริเวณมหาวิทยาลัยของโบ ตกสิบเอ็ดโมง โบก็พาพวกเราไปกินบะหมี่ไก่ย่าน China Town ซึ่งมีรสชาติอร่อย (ถึงแม้ว่าจะไม่อร่อยเท่าเมื่อก่อน... อันนี้โบบอกมา) หลังจากนั้นก็แวะไปซื้อหมูบากัว เดินแถวๆ China Town อีกสักพัก ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง Sentosa พวกเราก็ไปลงเมโทรที่ Harbour Front แล้วก็เดินผ่าน Vivo City ไปยังสถานีรถกระเช้าที่จะพาพวกเราไปยังเกาะ Sentosa ตอนไปถึงยังเถียงๆ กันอยู่ว่าขากลับจะนั่งรถบัสกลับมาดีไหม แต่พอฟังราคา ตั๋วเที่ยวเดียว ๑๐.๙๐ เหรียญ ส่วนตั๋วไปกลับประมาณ ๑๑.๙๐ เหรียญ ก็คงรู้นะครับว่าคณะนาเกลือตัดสินใจกันยังไง
ตอนอยู่ที่พักก็มีอยู่ช่วงนึงที่ผมออกไปแปรงฟันข้างนอก พอกลับมาที่ห้องปรากฏว่ามืดตื๋อ ตกใจนึกว่าเพื่อนๆ นอนกันแล้ว ที่ไหนได้... พวกนี้รอร้องเพลง Happy Birthday ให้นี่เอง เอานาฟิกามาดูถึงได้รู้ว่านี่เลยเที่ยงคืนไปแล้ว ขึ้นวันใหม่แล้ว ก็ดูดวงจากไพ่เล่นๆ กันอีกสักพัก ก็แยกย้ายกันเข้านอน ๒๕ ส.ค. กลับไทย วันนี้พวกเราก็ออกจากที่พักกัน เดินทางมุ่งตรงไปยังสนามบินแห่งสิงคโปร์ กินอาหาร (เช้า) มื้อสุดท้ายในสิงคโปร์กันที่ร้านป๊อปอาย ซึ่งก็มีไก่ทอด มันฝรั่งทอด ขนมปัง หลังจากนั้นก็ผ่านด่าน ตม. ไปรอขึ้นเครื่องบิน สองชั่วโมงผ่านไป ก็กลับมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแห่งประเทศไทย (ระวัง! สิ้นสุดทางเลื่อน...) จากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน งานนี้ก็ต้องขอบคุณผู้ร่วมทริปทุกคน ขอบคุณโบที่พาเที่ยวและติดต่อหาที่พักให้ ขอบคุณกอล์ฟที่ชวนไปเที่ยว แล้วก็ขอบคุณหวาน ที่ยอมให้ติดรถจากสนามบินสุวรรณภูมิกลับบ้าน ตกเย็น ไปกินเลี้ยง (และฉลองวันเกิด) กับญาติๆ ฝ่ายคุณพ่อ ที่ร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่ง กลับมาอีกทีก็ดึกเอาการเหมือนกัน ๒๖ ส.ค. ลูกคุณหลวง ระหว่างวันนี้ก็ได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เหมือนกัน อย่างเช่นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีมากขึ้นกว่าปีที่แล้วถึงไม่ต่ำกว่า ๕ เจ้า การตรวจสัมภาระผู้โดยสารรถใต้ดิน ที่ผมไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน ไปหาเพื่อนแถวๆ สยามตอนบ่ายๆ ส่วนตอนเย็นก็เดินทางไปห้าง Esplanade ถนนรัชดาภิเษก รอคุณพ่อคุณแม่มาหาที่ร้านหนังสือ B2S ซึ่งก็เห็นหนังสือใหม่ๆ ออกมาหลายเล่มเหมือนกัน พอคุณพ่อคุณแม่มาถึง ก็ไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ที่ร้านอาหารไืทยในห้าง ก่อนที่จะขึ้นไปดูละครเวที "ลูกคุณหลวง" ขึ้นไปก็เจออีกแล้วครับ ด่านตรวจกระเป๋าและตรวจจับโลหะ ผ่านมาแล้วก็ไปนั่งที่นั่งที่ได้จองไว้ หลังจากนั้นสักพักละครก็เริ่มขึ้น เริ่มด้วยประกาศของ คมช. (คณะควบคุมมารยาทการดูละครเวทีแบบ... "ชิวๆ") เรื่อง "ลูกคุณหลวง" เป็นบทประพันธ์ของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แนวเบาสมอง (และติดเรตเล็กน้อย สำหรับการแสดงครั้งนี้ เฮียบอยแกว่าควรจะเป็นเรต "ฉ" หรือ "น") เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของ "คุณหลวง" และความลับสุดยอดของท่าน และเรื่องหักมุมในตอนท้ายเรื่อง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiticketmaster.com/events/luk_kun_luang.php ใครจะไปดูก็รีบไปดูนะครับ มีรอบสุดท้ายถึง ๑ กันยาเท่านั้น เรื่องนี้ก็นับว่าสร้างได้ดีมาก เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้ตลอดเวลา เสื้อผ้าและฉากก็ออกแบบมาได้ดีทีเดียว บทก็ไม่ตีกัน ตามได้รู้เรื่องตลอด นักแสดงทุกคนก็สามารถแสดงได้ดี เรื่องนี้คุณชายคึกฤทธิ์บอกว่า "ไม่ใช่ละครชีวิต ไม่มีคติ สำหรับดูเล่นเพลินๆ ไม่บังเกิดประโยชน์อันใดนอกจากนี้ ใครดูแล้วก็อย่าจำไปเป็นเยี่ยงอย่าง" แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่บอกว่า ละครเรื่องนี้เสียดสีการเมือง เสียดสีสังคม อันนี้ก็แล้วแต่แต่ละคนคิดครับ ๒๗ - ๒๙ ส.ค. เยี่ยมเพื่อน เยี่ยมครู อ่านหัวข้อแล้วคงรู้สาเหตุของโรคเลื่อนบล็อกแล้วนะครับ ที่จริงตั้งใจจะจัดการอัพบล็อกตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาเสียที ก็ตามจ่าหน้าครับ เมื่อวันจันทร์ก็ไปเยี่ยมอาจารย์ที่โรงเรียนเตรียมฯ ตอนเย็นมีประกวดร้องเพลงของเพื่อนๆ ที่แพทย์จุฬา เย็นกว่านั้นมีการกินข้าวเย็นด้วยกัน วันอังคารก็ไป สสวท. บ่ายๆ กลับมาโรงเรียน ตกเย็นมีงานเลี้ยงแสดงความยินดีนักเรียนโอลิมปิกปีนี้ วันพุธไปกินเอ็มเคกับเพื่อนๆ ที่เยอรมัน ตอนบ่ายไปศิริราชกับเมย์ ไปพบรุ่นน้องและเพื่อน ไปดูพิพิธภัณฑ์ที่ศิริราชด้วยกัน (มีน้องปู กับ โต เป็นวิทยากรในครั้งนี้) หลังจากนั้นก็กลับบ้าน เป็นอันว่า จบการเดินทางในไทยภาคแรกก่อนนะครับ ไว้จะมาเล่าให้ฟังต่อหากมีอะไรคืบหน้า รูปที่ไปสิงคโปร์กำลังดูได้ในอัลบั้มครับ 8/2/2007 สอบเสร็จ
ในที่สุด ก็สอบเสร็จเหมือนคนอื่นเขาสักที!!! วันนี้เพิ่งสอบตัวสุดท้าย (Computer Engineering) เสร็จครับ ก็เลยได้มาเขียนบล็อกให้อ่านกันอีกครั้ง สงสัยอยู่ว่าที่บล็อกที่แล้วมีคนมาลงความเห็นน้อยนี่ เกิดอะไรขึ้นเปล่าครับ ไม่มีเวลาเข้ามาอ่าน ไม่รู้จะคอมเมนต์อะไร หรือว่าเห็นคนเขียนเครียด? ที่จริงเรื่องที่เอามาเล่ากันในนี้นี่คือไม่ซีเรียสแล้วนะครับ เอามาเล่าขำๆ หรือว่าเผลอเีขียนอะไรไม่ถูกใจใครเข้าหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ช่วยบอกมาด้วยนะครับ ก็ขอโทษมา ณ ที่นี่ด้วย ยังไงบล็อกนี้ก็... ช่วยลงคอมเมนต์ไว้ด้วยนะครับ อยากรู้ว่ามีใครเข้ามาอ่านบ้าง ตอนนี้ก็ว่างแล้ว ผลสอบตัวที่ผ่านมา (Analysis 1, Lineare Algebra 1) ก็ออกแล้ว ก็เป็นที่น่าพอใจ (และน่าโมโหนิดหน่อย เทอมแรกผ่านไปแล้ว ก็อย่างที่เคยเล่าไปในสองบล็อกที่ผ่านมา ชีวิตที่นี่ก็สนุกสนานดี มีการบ้านให้ทำทุกสัปดาห์ (ยกเว้นสัปดาห์ก่อนสอบ) ยิ่งมาใบงานแผ่นหลังๆ ก็ยิ่งยากขึ้นๆๆ ต้องนัดเพื่อนๆ มาทำด้วยกันก็หลายครั้งอยู่ มานั่งแลกเปลี่ยนความคิดกัน จะเล่าเป็นอุทาหรณ์ว่า เคยมีอยู่ครั้งนึง (ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา) เพื่อนเอาโจทย์การบ้านมาถาม ซึ่งข้อนั้นผมก็ยังทำไม่เสร็จดีนะ แต่เพราะการที่เพื่อนถามมานี่แหละ ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าท่อนที่ผ่านมาเนี่ย ผมมองข้ามจุดๆ หนึ่งของโจทย์ไป (ซึ่งที่จริงเพื่อนมันก็ลืมเหมือนกัน) (งงปะ) ก็เลยคุยกับเืพื่อนไปว่า ที่จริงพวกเรามองข้ามจุดนี้ไปนะ ต้องอธิบายเพิ่มเติม เพื่อนก็เห็นด้วย สรุปว่าโจทย์ข้อนั้น มีผมกับเพื่อนสองคนเท่านั้นใน Übungsgruppe ที่ทำได้ครบสมบูรณ์พอดี ภารกิจต่อไป... เดือนตุลานี้มี Proseminar เรื่องการสร้างระบบจำนวน งานนี้นี่จัดโดยโปรเฟสเซอร์วิชา Analysis ให้นักศึกษาที่ผ่าน Analysis 1 เืทอมนี้ที่สนใจ ผมก็ร่วมลงชื่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นช่วงนี้จะบอกว่าว่างสนิทเลยก็คงไม่ใช่ ก็ต้องเตรียมตัว Proseminar ตัวที่ว่า เพียงแต่ว่าผมก็คงไม่ใช้เวลาทั้งหมดไปกับเจ้า Proseminar ตัวนี้หรอกครับ ก็มีอย่างอื่นด้วย เวลาว่างก็ยังมีอยู่พอควร... ตามที่ได้บอกไปบล็อกที่แล้วนะครับ ผมกลับถึงไทยวันที่ ๑๙ สิงหา แล้วก็ออกจากไทยวันที่ ๑๙ กันยา เพราะฉะนั้นใครอยากจะนัดไปทำอะไรก็ส่งข่าวมาแล้วกันครับ 7/3/2007 Sammlung meiner doofen Fehlerเมื่อสองอาทิตย์ก่อน...
ผมเดินทางไปยังศูนย์คอมของมหาลัย เพราะจะปรินท์ Handout ที่ใช้ประกอบเลคเชอร์วิชาคอมฯ มี Handout อยู่ชุดหนึ่ง ความยาว 13 หน้า หน้าแรกเป็นหัวข้อเรื่อง ด้วยความอยากประหยัดกระดาษ ก็เลยตั้งใจว่าจะสั่งพิมพ์ลงกระดาษเอสี่แบบสองหน้าไฟล์ต่อหนึ่งหน้ากระดาษ (แบ่งครึ่งหน้าพิมพ์ นึกออกปะ) แล้วก็กะว่าจะสั่งพิมพ์แค่ 12 หน้า จะได้ลง 6 หน้ากระดาษ A4 พอดี มาสำนึกได้ก็ตอนเข้าเลคเชอร์ไปแล้วนี่ละ ว่าอ้าวหน้า 13 หายไปไหน ถ้าจะไม่เอาหน้าแรก ก็ต้องสั่งว่าพิมพ์หน้า 2 - 13 ไม่ใช่แค่คีย์ไปว่าจะพิมพ์ 12 หน้า (ตอนนั้นเบลอจัดครับ นึกว่าช่องที่พิมพ์เลข 12 ลงไปหมายถึงให้พิมพ์ 12 หน้า) สรุปว่า วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปพิมพ์หน้า 13 มาเพิ่มอีกทีนึง ช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั้น มีงานคอมตัวหนึ่งที่ต้องลอง Simulate วงจรในตัวไมโครโปรเซสเซอร์ส่ง
หลังจากลองรันงานรอบแรกในคืนวันอาทิตย์ ก็พบว่ามีข้อผิดพลาด แต่หาที่ผิดไม่พบ ไม่เป็นไร วันรุ่งขึ้นลองใหม่ หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ เล่นเอานอนดึกไปสองสามคืนติดต่อกัน ด้วยความที่เวลาจะ Simulate งานแต่ละทีนี่ต้องรอผลการรันงานราวๆ สองสามนาที ไหนจะเจอสภาพที่เครื่อง "ค้าง" ชั่วครู่อีก วันพุธ ลองเอาเครื่องกับตัวงานไปให้เพื่อนช่วยดู เพื่อนก็หาที่ผิดไม่พบ เริ่มเซ็งๆ ออกไปกินข้าวกลางวันในเมือง เดินเล่นชั่วครู่ คิดว่าไหนๆ เย็นวันนั้น มีชั่วโมงให้คำปรึกษาสำหรับโปรแกรม Quartus (โปรแกรมที่ใช้รันงานนั่นแหละครับ) เดี๋ยวลองไปให้ Mitarbeiter ที่นั่นช่วยดูให้ บ่ายๆ กลับมาลองรันงานใหม่ ก็ยังหาที่ผิดไม่พบ แต่ตอนนั้นเริ่มใกล้ความจริงแล้ว มาค้นพบเข้าจริงๆ ตอนสี่โมงเย็นของวันนั้น ว่า ผมใส่ชื่อ input สองตัวของชิ้นส่วนที่หนึ่งสลับกัน!!! ก็ว่า... ทำไมรันงานแล้วไม่ได้ผล... พอสลับชื่อกันปุ๊บ รันงานใหม่ ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ก็ยังดีที่ตอนนั้นลองดูตัวงานดีๆ อีกทีนึง ยังไม่รีบไปเข้า Sprechstunde ไม่งั้น... หน้าแตกหมอไม่รับเย็บแน่ๆ ความผิดพลาดครั้งต่อมาเกิดขึ้นตอนที่ผมจะไปลงทะเบียนสอบ Orientierungsprüfung
(อธิบายนิดนึงว่าเนื่องจากมหาลัยที่นี่ไม่มีระบบสอบเข้า มหาลัยในรัฐบาเดินเวือร์ทเทมแบร์กก็เลยจัดให้มีการสอบในปีแรก เพื่อดูว่าตัวนักศึกษาเหมาะสมที่จะเรียนสาขาวิชานั้นหรือไม่) ก็ดูข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตที่บ้านไปเรียบร้อยครับ ว่างานทะเบียนสอบของคณะ (Prüfungssekretariat Mathematik) เปิดเวลา 10-11 โมง ก็กะว่ามีเลคเชอร์ตอน 11 โมง แวะไปลงทะเบียนก่อนหน้านั้นสักหน่อย พอไปถึงหน้าห้องทะเบียนเท่านั้นละครับ ถึงได้รู้ว่า มีตาหามีแววไม่!!! ที่เปิด 10-11 โมงนี่มันเฉพาะวันจันทร์ถึงพฤหัส ส่วนวันศุกร์ที่ผมคิดว่าจะไปลงทะเบียนนั้น ห้องทะเบียนปิดครับพี่น้อง สรุปว่า ก็ต้องรอไปลงทะเบียนใหม่วันจันทร์
เย็นวันเดียวกันนั้น ผมเดินทางไปนอกเมือง ระหว่างทางมีการแวะเปลี่ยนขบวนรถไฟที่ Frankfurt
ด้วยความที่ยังไม่ได้กินข้าวเย็น ผมและคณะเดินทางก็เลยเดินหาซื้อของกินมื้อเย็นกัน ด้วยความมั่นใจ พอผมเดินมาถึงบริเวณร้านค้า ก็ตัดสินใจเลี้ยวขวา คิดว่าร้นแมคโดนัลด์อยู่ทางนั้นแน่ๆ มาสำนึกได้ตอนที่ไม่พบครับ ว่าร้านแมคโดนัลด์ที่ตั้งอยู่แบบนั้น นั่นมันสถานีรถไฟที่ชตุทการ์ท ว่าแล้วผมก็เดินกลับมา แล้วก็เดินไปอีกทางหนึ่ง แต่สรุปแล้ว วันนั้นก็ไม่ได้ซื้อแมคโดนัลด์กิน เพราะว่าไปเห็นร้านอาหารเอเชียจานด่วนอยู่ใกล้ๆ ก็เลยไปลงเอยเอาที่ร้านนั้นครับ ส่วนเรื่องสุดท้ายนี่ ท่าทางจะจำได้ไปอีกนาน เพราะว่าเกือบทำคนอื่นซวยตามไปด้วย
เรื่องเพิ่งเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง พวกเราเดินทางไปซ้อมดนตรีกันที่ชตุทการ์ท ตอนออกจากบ้าน ผมก็รู้สึกอยู่นะว่าเหมือนลืมอะไรไปบางอย่าง... แต่ก็นึกไม่ออกว่าอะไร คียบอร์ดก็มีให้แล้วที่นั่น พอไปถึงห้องซ้อมแล้ว กำลังจะเซตเครื่องเท่านั้นละครับ ก็เลยสำนึกขึ้นมาได้ ทำเอาวันนั้นเกือบไม่ได้ซ้อมแล้ว... คือคีย์บอร์ดที่นั่น มันมีแต่คีย์บอร์ดจริงๆ ส่วนสายไฟฟ้า และสายต่อลำโพงสำหรับคีย์บอร์ดนี่ต้องเอาไปเอง แล้ววันนั้น ผมก็ลืมเอาไป ก็ยังดีว่าพี่นูน (ที่พักอยู่หอนักเรียนแถวๆ นั้น) มีหม้อแปลง 12V อยู่ และแถวนั้นก็มีสายต่อลำโพงอยู่ด้วย ก็เลยเอามาใช้แก้ขัดไปก่อนได้ รอดตัวไป... เป็นอันว่าจบเรื่องราวของความผิดที่งี่เง่า (ที่เกิดขึ้นในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา) ไว้เพียงเท่านี้
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบและลงความเห็นให้ครับ ป.ล. ได้ตั๋วเครื่องบินกลับไทยแล้ว ออกจากเยอรมันวันที่ ๑๘ ส.ค. ไปถึงไทย ๑๙ เวลา ๑๒.๕๕ ส่วนขากลับขึ้นเครื่องวันที่ ๑๙ ก.ย. ตอน ๒๓.๔๕ มาถึง Frankfurt วันถัดมา เวลา ๖ โมงตรงครับ ช่วงนี้อากาศที่นี่เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่วันที่ปฏิทินบอกว่าเป็น Sommerbeginn (ก่อนหน้านี้ยังแถวๆ ๓๐ องศาเซลเซียสอยู่เลย ลงมาอยู่แถวๆ ๒๐ ซะงั้น) วันนึงเกือบจะมีครบทุกฤดูแล้ว เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวพายุเข้า เหลืออีกอย่างนึงคือหิมะไม่ตก!!! 6/7/2007 ก่อนที่บล็อกจะเค็มไปกว่านี้สวัสดีครับพี่น้อง วันนี้ว่างๆ ก็มีโอกาสได้มาอัพบล็อกอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่หายไปนานเกือบสองเดือน กลัวจะเขียนภาษาไทยยาวๆ เหมือนเดิมไม่ได้อีกก็เลยแวะมาเขียนในนี้หน่อย (หมู่นี้เขียนแต่การบ้านเป็นภาษาเยอรมัน อาทิตย์นึงก็ตกประมาณ 10 หน้ากระดาษเอสี่ได้ หุๆ) นอกจากกลัวภาษาไทยจะแย่ลงแล้วยังกลัวเกลือจะขึ้นบล็อกด้วย เพราะดองไว้นานมากแล้ว
อ้าว แป้กเลย เขียนอะไรต่อดีวะ...
เล่าเรื่องชีวิตนักเรียนที่นี่ให้ฟังดีกว่า หลายๆ คนคงจะรู้แล้วว่าเทอมนี้ผมมีเรียนอยู่ 3 ตัว มีการวิเคราะห์ 1 (Analysis 1) พีชคณิตเชิงเส้น 1 (Lineare Algebra 1) แล้วก็ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Einführung in die technische Informatik: an introduction to computer engineering) สภาพก็อย่างที่เล่าไปในย่อหน้าแรกครับ มีการบ้านทุกสัปดาห์ เขียนทีนึงก็ตกประมาณ 4-5 หน้าเอสี่ต่อวิชา หน้ากระดาษเอสี่ในที่นี้นี่คือกระดาษที่มันเป็นตารางช่องๆ นึกออกเปล่าครับ อันนี้นี่หมายถึงวิชาของคณิตศาสตร์นะ ส่วนของคอมฯ ก็แล้วแต่สัปดาห์ บางทีก็เขียนแค่หน้าเดียว สองหน้า แต่มีการบ้านที่ต้องส่งเป็นไฟล์เพิ่มเติม
ตัวที่สนุกมากๆ เห็นจะเป็นตัวคอมพิวเตอร์มั้งครับ ชุดที่สามก็มีให้เขียนโปรแกรมภาษาซีส่ง พอชุดที่สี่เป็นต้นมาก็มีการให้ทยอยสร้างชิ้นส่วนของไมโครโปรเซสเซอร์ ค่อยๆ มาให้ทำทีละชิ้น แต่ไม่ได้สร้างจริงนะครับ มีซอฟต์แวร์สำหรับทำ simulation ก็นับว่าได้เนื้อได้น้ำจากการเรียนตัวนี้มาเยอะทีเดียว แต่เรื่องเรียนน่ะเหรอ... เรียนตัวนี้นี่เหมือนกำลังเล่นเกมหน้าจอคอมฯ กว่าจะผ่านด่านแต่ละด่านไปได้ก็ใช้เวลานานเอาเรื่องอยู่ บางทีสู้กับศัตรูไม่ได้ก็ต้องกลับไปเก็บพลัง ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องปล่อยมันไป (งงปะ?) โจทย์บางทีก็ตามประสาคนคอมฯ ครับ มีการให้เขียน Finite State Machine สำหรับการสะสมและขนส่งเนื้อกบไปเลี้ยงแขก แล้วก็มีเรื่องชาวนาพาไก่ ข้าวโพด กับแมวข้ามแม่น้ำ พาของไปได้ทีละอย่าง ถ้าทิ้งไก่ไว้กับแมว แมวจะกินไก่ เป็นต้น ล่าสุดก็เรื่องพ่อค้าผลไม้โรคจิต(!) ที่สั่งพนักงานขายว่าเวลาสวมหมวกอยู่ต้องเอากล้วยให้ลูกค้าเวลาลูกค้าขอซื้อแอปเปิ้ล ฯลฯ
(เอ่อ... ย่อหน้าที่ผ่านมาใครอ่านตอนท้ายๆ ไม่รู้เรื่องก็ข้ามไปแล้วกันนะครับ)
ส่วนคณิตศาสตร์อีกสองตัวก็ไปได้เรื่อยๆ (เหรอ?) มีทฤษฎีบ้าๆ หลุดมาบ้างเหมือนกัน แม้กระทั่งติวเตอร์ยังบอกว่า ถ้าไม่เข้าใจทฤษฎีตัวนี้ก็ไม่เป็นไร ยังไม่ได้ใช้ในช่วงสองปีข้างหน้านี้ (แป่ว!) ที่จริงก็มีหลุดมาแค่ตัวเดียวครับ ใครสนใจไว้ไปถามหลังไมค์เด้อ พูดถึงติวเตอร์ เดี๋ยวพรรคพวกที่ไม่ได้อยู่เยอรมันจะงง คือระบบการเรียนที่นี่ วิชาสายวิทย์จะมีการเรียนสองส่วนครับ คือส่วนที่เป็นชั่วโมงฟังบรรยาย กับชั่วโมงแบบฝึกหัด ชั่วโมงฟังบรรยายก็จะมีโปรเฟสเซอร์มาสอน ส่วนชั่วโมงแบบฝึกหัดก็จะมีการแบ่งกลุ่มนักศึกษา กลุ่มละประมาณ 20 คน (ว่ากันว่าที่ทำกลุ่มเล็กขนาดนี้ได้เพราะมีการเริ่มเก็บค่าเล่าเรียน!) ไม่ใช่ว่ามานั่งทำโจทย์การบ้านที่ต้องส่งกันนะ ส่วนใหญ่เป็นการเฉลยโจทย์การบ้านของสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วก็คุยกันเรื่องที่ยังไม่เข้าใจในชั่วโมงฟังบรรยาย บางทีก็มีตัวอย่างโจทย์มาให้เพิ่มเติม ถ้าติวเตอร์ (ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษารุ่นพี่ที่นี่) ใจดี บางทีก็มีการ hint ให้โจทย์การบ้านของสัปดาห์ปัจจุบัน โจทย์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีโจทย์ภาษามาเท่าไหร่ linear algebra นี่รู้สึกจะยังไม่มีเลยมั้ง ส่วน analysis นี่มีโผล่มาสองสามข้อ
บางคนอาจจะสงสัยว่า อ้าวแล้วที่ผ่านมาหายไปไหน มีคำตอบอยู่ครับ เดือนที่แล้วรู้สึกจะออกนอกบ้าน (นอกเมือง) เกือบทุกสัปดาห์ก็ว่าได้ มีไปมันน์ไฮม์สองครั้ง ไปทำงานให้สมาคมนักเรียนไทยที่นี่ครั้งนึง (โครงการพี่สอนน้อง on the way ไว้ใครสนใจรายละเอียดมาคอมเมนต์ไว้ข้างล่างเด้อ จะได้เล่าให้ฟังในบล็อกถัดไป) ไปดูหนังอีกครั้งนึง (Pirates of the Caribbean 3) แล้วมีไปไหนอีกหว่า... อืมใช่ไปชตุทการ์ทครั้งนึง ไปฟังเสวนาการเมือง มีอาจารย์จากจุฬาฯ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แล้วก็ท่านอดีต ส.ว. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สละเวลามาเป็นวิทยากรให้ถึงที่นี่ ครั้งนั้นก็นับว่าได้สาระมามากอยู่ ส่วนวันนี้นี่ว่างครับ เป็นวันหยุดราชการ (เนื่องในโอกาสอะไรก็ไม่รู้ แป่ว!!!) ก็เลยมีเวลามานั่งเขียนบล็อกให้ท่านๆ ได้อ่านกัน ส่วนเรื่องกลับไทย ไว้ได้ตั๋วเมื่อไหร่จะแจ้งข่าวให้ทราบเนาะ
แล้วไว้เจอกันครับ 4/17/2007 เริ่มเรียนวันนี้เป็นวันแรกของการเรียน (จริงๆ) ในมหาวิทยาลัยของผมครับ ที่วงเล็บไว้ว่า จริงๆ ก็เพราะว่าก่อนหน้านี้มีการจัด Vorkurs (คอร์สปูพื้นฐาน) สำหรับนักศึกษาเทอมแรก จัดโดยนักศึกษาของคณะที่นี่ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เป็นวิชาการ แล้วก็กิจกรรม มีการเล่นเกม Werwölfe von Düsterwald ซึ่งสนุกมาก (เป็นเกมที่เล่นเป็นกลุ่ม ไอเดียคล้ายๆ Killer แต่รายละเอียดปลีกย่อยมากกว่า แล้วก็สนุกกว่า
มีข่าวอีกข่าวนึงคือตอนนี้ผมย้ายมาอยู่หอพักมหาลัยแล้ว อีกสักพักนึงทุกอย่างที่นี่คงจะลงตัว แล้วก็เปลี่ยนเบอร์โทร. มือถือแล้ว ตามที่ขึ้นชื่อใน MSN (ใครได้อีเมล์ไปรอบที่แล้ว ผมพิมพ์เบอร์ผิดไปนิดนึง แก้ด้วย! ขออภัยด้วยครับ) ช่วงนี้อากาศกำลังสบายเลย (แถวๆ 25 องศาเซลเซียส) แดดกำลังดี
พอดีได้เมล์เรื่องโจ๊กมาฉบับหนึ่ง ขอคัดลอกมาลงนะครับ ใครที่งงตรงย่อหน้าต้นๆ ก็อ่านตรง dialogue ไปเถอะครับ สนุกแน่ๆ
ONLY FOR THOSE MATURE ENOUGH TO REMEMBER "WHO'S ON FIRST"...
You have to be old enough to remember Abbott and Costello, and too old to REALLY understand computers, to fully appreciate this. For those of us who sometimes get flustered by our computers, read on...
If Bud Abbott and Lou Costello were alive today, their infamous sketch, "Who's on First?" might have turned out something like this:
COSTELLO CALLS TO BUY A COMPUTER FROM ABBOTT
ABBOTT: Super Duper computer store. Can I help you? COSTELLO: Thanks. I'm setting up an office in my den and I'm thinking about buying a computer. ABBOTT: Mac? COSTELLO: No, the name's Lou. ABBOTT: Your computer? COSTELLO: I don't own a computer. I want to buy one. ABBOTT: Mac? COSTELLO: I told you, my name's Lou. ABBOTT: What about Windows? COSTELLO: Why? Will it get stuffy in here? ABBOTT: Do you want a computer with Windows? COSTELLO: I don't know. What will I see when I look at the windows? ABBOTT: Wallpaper. COSTELLO: Never mind the windows. I need a computer and software. ABBOTT: Software for Windows? COSTELLO: No. On the computer! I need something I can use to write proposals, track expenses and run my business. What do you have? ABBOTT: Office. COSTELLO:! Yeah, for my office. Can you recommend anything? ABBOTT: I just did. COSTELLO: You just did what? ABBOTT: Recommended something. COSTELLO: You recommended something? ABBOTT: Yes. COSTELLO: For my office? ABBOTT: Yes. COSTELLO: OK, what did you recommend for my office? ABBOTT: Office. COSTELLO: Yes, for my office! ABBOTT: I recommend Office with Windows. COSTELLO: I already have an office with windows! OK, let's just say I'm sitting at my computer and I want to type a proposal. Whatdo I need? ABBOTT: Word. COSTELLO: What word? ABBOTT: Word in Office. COSTELLO: The only word in office is office. ABBOTT: The Word in Office for Windows. COSTELLO: Which word in office for windows? ABBOTT: The Word you get when you click the blue "W". COSTELLO: I'm going to click your blue "W" if you don't start with some straight answers. What about financial bookkeeping? You have anything I can track my money with? ABBOTT: Money. COSTELLO: That's right. What do you have? ABBOTT: Money. COSTELLO: I need money to track my money? ABBOTT: It comes bundled with your computer. COSTELLO: What's bundled with my computer? ABBOTT: Money. COSTELLO: Money comes with my computer? ABBOTT: Yes. No extra charge. COSTELLO: I get a bundle of money with my computer? How much? ABBOTT: One copy. COSTELLO: Isn't it illegal to copy money? ABBOTT: Microsoft gave us a license to copy Money. COSTELLO: They can give you a license to copy money? ABBOTT: Why not? THEY OWN IT! (A few days later) ABBOTT: Super Duper computer store. Can I help you? COSTELLO: How do I turn my computer off? ABBOTT: Click on "START"............. ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง "Who's on first" (สำหรับคนที่เกิดไม่ทันได้รู้จักเรื่องนี้) ดูได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Who%27s_On_First%3F ครับ 3/25/2007 Frühling vorm Winter?เดี๋ยว ก่อนเข้าเรื่อง ขอทวงการบ้านก่อน
สืบเนื่องจากบล็อกที่แล้ว (Tagged!!!) ยังมีคนไม่ยอมทำการบ้าน (ตอบแท็ก) แล้วก็ขอขอบคุณคนที่เข้ามาเมนต์บล็อกรอบที่แล้วทั้ง 12 คนด้วย (อันนี้ไม่นับตัวผมและคนที่คอมเมนต์ซ้ำ) รู้สึกจะเยอะที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้วมั้ง แล้วก็ที่ทำให้รู้ด้วยว่ามาเยี่ยมบล็อกที่นี่อยู่ โอเค เข้าเรื่องๆ
พักนี้ไม่รู้เป็นอะไร อากาศที่นี่แปรปรวนมาก สองสัปดาห์ก่อนยังเป็นฤดูใบไม้ผลิอยู่เลย พวกต้นไม้นี่ชิงออกดอกกันหมดแล้ว ผมเองก็ไปเดินเล่นบน Philosophenweg เพื่อถ่ายรูปดอกไม้มาแล้ว แล้วก็เริ่มมีคนมานอนอาบแดดแล้ว
แต่มาสัปดาห์ที่แล้วนี่สิครับ อยู่ดีๆ ก็ฟ้าครึ้ม ฝนตก อากาศเย็นลง จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาก็ปรากฏว่า
หิ ม ะ ต ก อี ก ค รั้ ง
คราวนี้ตกหนักกว่าปลายเดือนมกราที่ผ่านมาด้วย ต้นไม้ที่นี่คงงงละ อุตส่าห์ออกดอกรับฤดูใบไม้ผลิไปแล้ว (เข้าใจยังว่าทำไมบล็อกครั้งนี้ใช้หัวเรื่องแบบนี้) ที่จริงถ้าหิมะตกก่อนหน้านี้สักเดือนนึงจะไม่บ่นเลยแม้แต่น้อย แต่นี่เล่นมาตกตอนที่หลายๆ คนเชื่อว่าเปลี่ยนฤดูไปแล้วเนี่ยนะ???
แต่ก็นั่นแหละ พอเห็นอย่างนี้ ผมก็รู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว ต้องไปถ่ายรูปเก็บไว้สักหน่อย ลองดูรูปใน Photo Album นะครับ ถ้าอยากคอมเมนต์รูปก็มาคอมเมนต์ในนี้แล้วกัน
นอกจากนี้ ถ้าจะให้หิมะตกผ่านไปเปล่าๆ มันก็กระไรอยู่ พี่ไช้ก็เลยชวนพวกเรา ซึ่งก็มีผม พี่ปอง พี่แพม พี่ทิม พี่ทิมอีกคน นอต เท็น แล้วก็เพื่อนเท็น ไปเล่นสกีกันที่ Feldberg กันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (ซึ่งหิมะที่ HD ก็เริ่มละลายหายไปแล้ว) ก็ตามที่คิดไว้ครับ หิมะใหม่เยอะได้ใจดี ระหว่างเล่นก็เจอปัญหาเลี้ยวไม่ไปมั่ง เบรกไม่อยู่มั่ง 555+ ก็เลยนึกถึงซีรีส์ตลกเรื่อง Still Standing ซึ่งออกอากาศทาง RTL2 ตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องกีฬา พระเอก (รึเปล่า? คนตัวอ้วนๆ น่ะ) เกิดอยากฟิตร่างกายขึ้นมา ก็เลยบอกกับภรรยาตัวเองว่าจะไปเล่นฮอกกี้ แล้วก็บอกว่ารู้เปล่าว่าเขาน่ะเพิ่งค้นพบว่าตนเองมีพรสวรรค์ทางฮอกกี้ ภรรยาก็งงดิ เถียงกันไปเถียงกันมา ภรรยาก็ยกอุปกรณ์กีฬาที่มีอยู่เต็มบ้านมาให้ดู สุดท้ายภรรยาก็บอกว่า เมื่อก่อนก็เคยบอกว่ามีพรสวรรค์ทางสกีไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เล่นแล้วล่ะ พระเอกก็เลยตอบว่า (ขอ Quote มานะครับ)
"Ich habe ja Begabung zum Skifahren,
ABER LEIDER NICHT ZUM BREMSEN!!!" (สำหรับคนที่อ่านภาษาเยอรมันไม่ได้: ไปหา Translation Online แปลเองไป๊
สำหรับคนที่อ่านได้แล้วไม่ขำ: มุกแป้กเหรอ โทษที บนเฟลด์แบร์ก วิวก็สวยดีครับในแบบของหน้าหนาว พอดีว่าไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปติดตัวไปด้วย (ไม่งั้นก็จะมีรูปมาให้ดู?) เสียนิดนึงตรงที่ว่าตอนช่วงท้ายๆ ของการเล่นสกีวันนี้ (ประมาณบ่ายสี่) หมอกเยอะไปหน่อย หากันเกือบไม่เจอ แต่สุดท้ายก็ตามตัวกันจนเจอและเดินทางกลับบ้านได้โดยปลอดภัย
ตามที่ดูพยากรณ์อากาศไว้ สัปดาห์นี้ควรจะกลับมาเป็นฤดูใบไม้ผลิได้แล้ว ช่วงนี้ก็ว่างๆ อยู่ ไม่ค่อยมีอะไรทำ รอเปิดเรียนกลางเดือนเมษานี้ (แต่พอถึงเดือนเมษา งานทุกอย่างก็จะเข้ามาหาพร้อมกัน คอยดูดิ) 3/1/2007 Tagged!!!ถูกแท็กแล้ว!!!
เล่าให้ฟังก่อนนะครับ
ว่าการแท็ก (Blog Tag) ก็คือการที่เจ้าของบล็อกออกมาเล่าเรื่องราวของตัวเอง 5 ข้อ ควรจะเป็นเรื่องที่เป็นความลับ? น่าสนใจ? เอาเป็นว่าให้คนอื่นอยากรู้ จากนั้นจึงแท็กส่งต่อให้คนอื่นๆ อีกห้าคน แท็กกันไป แท็กกันมา ก็มาโดนที่ผมจนได้
คราวนี้โดนจากทั้งพี่ร่วมเมือง (พี่ตุ้ม) แล้วก็จากเมืองไทย (แก๊ป) ต้องเล่าเรื่องเพิ่มเป็นสองเท่ารึเปล่า? เอ่อ... ทั้งสองคนอย่าเพิ่งโกรธนะ คือเพิ่งไปเห็นว่าโดนแท็ก หลังจากคิดอยู่นาน ว่ามีเรื่องอะไรที่ยังลับอยู่สำหรับคนกลุ่มมาก แล้วก็เปิดเผยได้ ในที่สุด ก็ได้ออกมา 5 เรื่องตามกติกา (รึเปล่า?) เอาละ เริ่มเล่าเรื่องเลยแล้วกัน คำเตือน: ยาวมาก แต่ยังไม่ทำลายสถิติเก่า ทั้งนี้ก็พยายามช่วยผู้อ่านอยู่ ข้อแรก
เชื่อว่าคงจะมีเพื่อนๆ พี่ๆ ในเยอรมัน (และอาจจะเพื่อนๆ ที่ไทยด้วย) สงสัยว่าทำไมมีชื่อเรียกว่า "ป๋อ" ถ้ามาอ่านตามคอมเมนต์ในบล็อกที่ผ่านๆ มาก็คงเห็นนะครับ เรื่องมันก็มีอยู่ว่า... ตอนอยู่ ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ห้อง 813 ตึกคุณหญิงหรั่งกันตารัติ แผนการเรียนวิทย์-คณิตประยุกต์รุ่นที่ 1 (รุ่นหนูทดลอง)
ครูวิชาสุขศึกษาบอกให้ทุกคนทำป้ายชื่อแขวนไว้ที่คอ วงเล็บชื่อเล่นด้วย ผมก็ทำซะดี นิธิ(บิ๊ก) อยู่มาวันหนึ่ง คุณครูท่านนี้ไม่สบาย มีคุณครูอีกท่านหนึ่งเข้ามาสอนแทน ระหว่างสอน ก็เรียกนักเรียนให้ตอบคำถาม ทันใดนั้นเอง ครูก็ปรายสายตามายังผม พร้อมทั้งเรียกชื่อ "ณัฐวุฒิ!!!???" ผมก็งง นึกว่าครูอ่านป้ายชื่อเพี้ยน เพื่อนๆ ก็งง
แต่ครูกลับตอบว่า "ไม่ต้องตกใจหรอกค่ะ ปกติครูเห็นใครหน้าเหมือนดาราก็เรียกชื่อตามดาราคนนั้น!!!" ทำเอาทั้งห้องที่งงอยู่แล้ว งงยกกำลังสองพันห้าร้อยสามสิบเจ็ด!!! (หน้าเหมือนเหรอ กลายเป็นว่าชื่อ "บิ๊ก" ที่ถูกเรียก และรู้จักในช่วงไม่ถึงสองสัปดาห์แรกของการเปิดเรียนนั้นหายไปโดยปริยาย กลายเป็นชื่อ "ป๋อ" ขึ้นมาแทนที่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เอาละ ตอนนี้ให้เวลาคนที่เพิ่งรู้เรื่องนี้อึ้งสิบนาที สำหรับคนที่สงสัยในใจว่า แล้วอย่างนี้จะเรียกผมชื่อไหนดี ก็เรียกชื่อที่เคยเรียกต่อไปนั่นแหละครับ ถ้ารู้ว่าโดนเรียกจะหันไปคุย 555+ เพิ่มเติม: ที่จริงชื่อ "บิ๊ก" จะรู้จักกันในหมู่ญาติ แล้วก็กลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เรียนในเยอรมัน ส่วนเพื่อนสมัยเรียนสาธิตเกษตรฯ แล้วก็เพื่อนต่างชาติที่เรียนด้วยตอนนี้นี่จะรู้จักกันในชื่อ "นิธิ" ส่วนชื่อ "ป๋อ" นี่จะรู้จักกันสมัยอยู่เตรียมฯ แล้วก็ตอนเข้าค่ายโอฯ ข้อสอง
มาเล่าเรื่องประวัติการเรียนคณิตศาสตร์บ้างดีกว่า จำได้ว่าสมัยประถม เรียนอยู่สาธิตเกษตร ไม่ได้ชอบวิชานี้เป็นพิเศษเท่าไหร่ (มั้ง) แต่ก็นั่นแหละ ที่บ้านก็เคยซื้อการ์ตูนสอนคณิตศาสตร์มาให้อ่าน ไม่รู้เคยมีใครได้อ่านมั่ง ที่สำนักพิมพ์ซีเอ็ดเอาไปพิมพ์ จำชื่อหนังสือไม่ได้แล้ว ตอนนั้นก็อ่าน เพราะว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ก็เรียนวิชานี้มาได้ดีตลอด รู้สึกเหมือนวิชาอื่นๆ ที่เรียนอยู่ด้วยตอนนั้น แต่แล้ว วันหนึ่ง ความคิดนี้ก็เปลี่ยนไป ตอนอยู่ ป.6 สงสัยครูคณิตศาสตร์ตอนนั้นจะเห็นแวว (ต้องขอบพระคุณท่านจริงๆ ชื่อท่านเคยปรากฏในนิตยสารแล้วตอนให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง) ก็เลยแนะนำให้ผมลองหาหนังสือคณิตศาสตร์ที่เกิน ป.6 มาอ่านเพิ่มเติม แล้วก็จับไปแข่งเพชรยอดมงกุฎ สอบของสมาคมคณิตศาสตร์ฯ ในชั่วโมงเรียนก็เอาโจทย์คณิตศาสตร์แปลกๆ มาให้คิด (ที่จริงก็ไม่แปลกมาก แต่แหวกแนวจากในหนังสือเรียน) ก็เลยรู้สึกชอบวิชานี้เด่นขึ้นมา มาถึงตอน ม.2 ตอนนั้นห้องหมวดคณิตศาสตร์อยู่ทางผ่านที่จะไปเรียนพละ ก็เลยเดินไปเห็นประกาศรับสมัครสอบ สอวน. ตอนนั้นก็ไม่รู้เรื่องอะไร ลองไปสมัครสอบดู ปรากฏว่าติดแฮะ ไม่รู้ติดได้ไงตอนนั้น สมการกำลังสองยังแก้ไม่เป็นเลย ก็เลยไปเข้าค่ายอบรมตอนตุลา แล้วก็ทำอีท่าไหนไม่รู้ติดค่ายรอบมีนาอีก แต่หลังจากนั้นก็ตกรอบไป แต่ผลที่ได้คุ้มนะ รู้สึกความรู้คณิตศาสตร์ตัวเองก้าวไปไกลมาก (แต่ยังไม่คลุมของ ม.ปลาย) ไม่เป็นไร ตอน ม.3 ลองใหม่ ก็ไปทางเดิมเลยครับ สอบ สอวน. เข้าค่ายตุลา มีนา ผ่านไปสอบคัดเลือกเข้าค่ายโอลิมปิกใหญ่ของ สสวท. ตอนนั้นก็มาอยู่ ม.4 ที่เตรียมแล้ว ก็ได้ไปเข้าค่ายเดือนตุลา ธันวา มกรา มีนา-เมษา (ขาดเรียนไปประมาณ 3 สัปดาห์) ถึงตอนนี้ ใช้ชีวิตที่ สสวท. เป็นเวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 2 เดือนครึ่ง มาถึงต้นเดือนพฤษภา ผมก็ได้ทราบข่าวดีพร้อมท่ามกลางการนัดพบนักเรียนค่ายโอลิมปิก ผมได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทน ไปแข่งที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็เข้าค่ายอีกประมาณ 6 สัปดาห์ เตรียมตัวไปแข่ง ก่อนที่จะกลับมาเรียนตามปกติ สารภาพนิดนึง ที่จริงตอนนั้นยังไม่คล่องคณิตศาสตร์ ม.ปลายเลย ที่มาคล่อง เพราะว่าตอน ม.5 ทำงานให้ชมรมคณิตศาสตร์โรงเรียนด้วย ก็เลยต้องหาโจทย์บ่อยๆ พอหาแล้วก็ต้องลองทำ มาคล่องเอาก็เพราะเหตุนี้ หลังจากการไปแข่งที่โตเกียว ได้เหรียญทองแดงกลับมา ก็เป็นเวลาตามสอบ ตามงานจนลิ้นห้อย 555+ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าค่ายในปีถัดไป คราวนี้ข้ามค่ายตุลาไปได้ค่ายนึง แล้วก็ผ่านค่ายต่างๆ ไปถึงค่ายสุดท้าย ปีที่อยู่ ม.6 ก็วนเป็นวัฏจักรเดิม ก่อนที่จะได้ไปแข่งในปี 2547 ที่กรีซ และ 2548 ที่เม็กซิโก ได้เหรียญทองแดงและเงินมาตามลำดับ รู้สึกเรื่องจะยาวไปแล้ว ขอจบแค่นี้แล้วกัน ตอนนี้ก็รอเข้าเรียนคณิตศาสตร์ในมหาลัย จะเริ่มเรียนเมษานี้ ข้อสาม
ใครคิดว่าคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ไปด้วยกันได้ ใครคิดว่าคนเก่งคณิตศาสตร์จะเก่งฟิสิกส์ด้วย?
ขอเถียงสุดตัวเลยว่า ไ ม่ จ ริ ง ! ! ! คิดเหรอว่าผมได้สี่ช้วนสมัยเรียน ม.ปลาย? คิดใหม่ได้นะ ฟิสิกส์นี่ ได้ 3 มาแล้ว สองเทอมติดกันด้วย แล้วเกรดสามที่ว่านี่ ผมว่ามันไม่ได้แปลว่าดีอยู่นะ เพราะมันเป็น 3 ในยุคจีพีเอเฟื่องฟู ไม่อยากโทษค่ายโอฯ ที่ทำให้ขาดเรียน แต่เรื่องมันมีอยู่ว่าตอนผมกลับมาตามบทเรียนตอน ม.5 วิชาฟิสิกส์ก็เป็นวิชาหนึ่งที่ผมตามไม่ทัน ของเก่าไม่รู้เรื่อง ของใหม่พอเข้าใจแต่ไม่ทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คะแนนวิชานี้ก็ตกลงๆๆ ความเกลียดชังวิชานี้ก็เพิ่มขึ้นๆๆ จนกระทั่งได้ 3 สองเทอมติดกันในตอน ม.6 เป็นวิชาเดียวด้วยในเทอมนั้นที่ได้ 3 (ในขณะที่หลายๆ คน ตอนนั้นได้ 3 วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานหรือสุขศึกษาแทน แป่ว!!!) ตอนนี้เหรอ ไม่ได้เกลียดเท่าสมัยเรียนแล้ว แต่ก็เป็นวิชาที่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ลงเรียนต่อเป็นวิชารอง ที่ความเกลียดลดน้อยลง ส่วนนึงต้องขอบคุณครูที่ Studienkolleg Heidelberg ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า วิชานี้มีอะไรน่าค้นหา แล้วก็รู้สึกเข้าใจวิชานี้มากขึ้น เพิ่มเติม: ตอนสมัยอยู่ ม.ปลาย นี่ผมได้ 3 อีกวิชานึงตอน ม.5 คือ สังคมศึกษา (ภูมิศาสตร์) ข้อสี่
มาเล่าเรื่องประวัติการเรียนดนตรีบ้างดีกว่า จำได้ว่าตอนอยู่อนุบาล พ่อกับแม่พาไปเรียนดนตรีที่โรงเรียนยามาฮ่า หลักสูตร JMC แต่เรียนได้ประมาณปีครึ่ง (หลักสูตรประมาณสองปีครึ่งถึงสามปี) ก็เริ่มเกเร ไม่ยอมไปเรียนต่อ พ่อกับแม่ก็ตามใจ ผ่านไปสามปี ตอนนั้นอยู่ ป.3 น้องเกิดอยากเรียนดนตรี แม่เลยติดต่อที่เรียนที่เดิม ปรากฏว่าตอนนั้นที่โรงเรียนมีคอร์สเปิดอยู่แล้ว เข้าไปเรียนได้เลย คอร์สมันเป็นวันอาทิตย์ จะให้ผมอยู่บ้านคนเดียว หรือว่าไปนั่งรอน้องกับแม่เป็นชั่วโมงก็กระไรอยู่ ก็เลยลองไปเรียนอิเลกโทนตอนนั้น ปรากฏว่า โอ้ เข้าทางแฮะ ก็เลยเรียนต่อมาเรื่อยๆ มาเล่าอีกเรื่องนึงมั่ง ที่น่าจะมีคนรู้ไม่กี่คนจริงๆ ตอน ป.4 ที่โรงเรียนมีการให้ครูฝรั่งมาสอนไวโอลินตอนเย็น (ที่จริงของ BST มาขอใช้ที่ในโรงเรียน) แม่ทราบข่าว ก็ให้ผมไปลองเรียนดู ก็เลยได้ลองเล่นเครื่องดนตรีอีกอย่าง จนกระทั่งโรงเรียนไม่ให้ใช้ที่ ก็ไปเรียนกันที่ที่ทำการของ BST แล้วก็ย้ายตามเขาไปเรื่อยๆ มาจนถึง ม.2 ก็เริ่มไม่อยากเรียน รู้สึกเหนื่อยมั้งตอนนั้น อยากทำเลข อยากเล่นอิเลคโทนมากกว่า แม่บอกว่าสอบเทียบเกรดให้ได้ก่อน หลังจากนั้นจะหยุดก็ได้ ก็เลยลงสอบของ AMEB (Australia...) พอดีก่อนหน้านั้นได้ครูจากออสเตรเลียมาแล้วแกให้ลองเล่นเพลงสอบ ก็ได้เกรด 3 มา ส่วนอิเลกโทนนี่ไปได้ไกลกว่านั้นพอควร สอบมาตั้งแต่เกรด 9 8 7 6 5 (คือเกรดของยามาฮ่ามันนับถอยหลัง) อย่างจบเกรด 5 นี่สามารถเป็นครูได้ (แต่ต้องอบรมเพิ่มเติมด้วยมั้ง) ถ้าจำไม่ผิด มาเลิกเรียนตอน ม.5 เพราะครูป่วยหนัก แล้วก็เวลาซ้อมน้อยลง ก็เหลือแต่เอาเพลงที่เคยเรียนมาเล่นที่บ้านเมื่ออยากเล่น ส่วนเปียโนนี่ แอบเอาโน้ตของน้องมาซ้อมครับ แหะๆ ประกอบกับสมัย ม.4 มีโอกาสได้ฟังเปียโนของโต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เลยอยากเล่นแบบนั้นให้ได้บ้าง ก็เลยลองหัดๆ ดู ผลลัพธ์ออกมา ก็อย่างที่พี่น้องชาวไทยในเยอรมันเห็นนี่แหละครับ ทุกวันนี้ เล่นเปียโน คีย์บอร์ด เป็นงานอดิเรก เล่นในที่สาธารณะบ้างตามโอกาส แล้วก็เล่นคีย์บอร์ดกับวง Unter Uns ร่วมกับพวกพี่ๆ แถวนี้ ซึ่งก็กำลังรอเล่นด้วยกันในครั้งต่อไปอยู่ ส่วนไวโอลิน ก็ยังพอเล่นได้นะ รอบที่แล้วเอามาเยอรมันด้วย แต่ก็ไม่ได้เล่นจริงจังอะไรมาก ข้อห้า
Nithi, hast du schon eine Freundin?
Naja, ich habe schon eine Freundin ... G E H A B T !
(แปลเป็นไทยได้ว่า มีแฟนยัง? อ๋อ เคยมีแล้วครับ)
ข้อนี้ใครมีโอกาสได้มาอ่านก่อนถือว่าโชคดีไป เซนเซอร์ไปแล้ว เอาคร่าวๆ ว่า เคยมีแฟนจริงๆ สมัยอยู่ ม.ปลาย แต่ตอนนี้เป็นแค่เพื่อนกัน สรุปว่า ตอนนี้ก็ยังเป็นโสดอยู่ครับ โอเค ครบห้าเรื่องแล้ว
หวังว่าจะไม่ยาวเกินนะครับ ที่ผ่านมาก็ตัดรายละเอียดออกไปเยอะมาก ตอนนี้พวกพี่ๆ ในเยอรมันก็โดนแท็กไปซะเยอะ เอาไงดี ขอแท็กคนที่มีชื่อต่อไปนี้นะครับ (ที่จริงโดนแท็กมาจากสองคน แท็กต่อเป็นสิบคนได้เปล่า?) ชื่อใครถูกขีดฆ่าแสดงว่าตอบแท็กไปแล้วนะครับ
1. พี่ภัส (มันน์ไฮม์) 2. 3. 4. 5. น้องเพชร (เพื่อนยอด) ห้าคนนี้อย่าปล่อยให้ผมแท็กเก้อนะ 2/21/2007 ALZHEIMERS' EYE TESTเพิ่งได้อีเมล์มาจากป้าที่ไทยครับ ไม่แน่ใจว่าเคยมีใครเคยอ่านยัง ก็เลยเอามาให้อ่านกันสนุกๆ มีข้อแม้ว่า ค่อยๆ อ่านไปทีละบรรทัดนะครับ อย่าเพิ่งรีบลงไปอ่านข้างล่าง ไม่งั้นจะหมดสนุกก่อน
เป็นไงบ้างครับ ครั้งแรกอ่านเจอ F กันกี่ตัว มาเล่าสู่กันฟังหน่อย
ถ้าเจอแค่สามตัว ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะผมก็เจอแค่สามตัวเหมือนกันก่อนอ่านเฉลย (เอ๊ะ หรือว่าผมโง่อยู่คนเดียว 2/1/2007 สอบเสร็จหลังจากที่ว่างหายไปร่วมสามสัปดาห์ (ถึงเปล่า?) ก็พอจะมีเวลากลับมาเขียนอีกครั้งเพื่อไม่ให้บล็อกร้าง ตอนนี้ก็สอบเสร็จแล้ว รอประกาศผลศุกร์หน้า (แต่เห็นครู Math ซึ่งตรวจข้อสอบเสร์จตั้งแต่วานซืนบอกว่า "Du hast dich in der Prüfung verschlechtert!!!") (ใครเข้าใจประโยคหลังไม่ต้องห่วงผมนะครับ ไม่ได้คิดมาก ไม่ได้เสียใจ ไม่ต้องปลอบ มาเล่าขำๆ)
สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีหิมะตกที่นี่แล้ว แล้วตอนนี้ก็ละลายหายไปหมดแล้ว (แป่ว!!!) ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีหิมะตกอีก
เห็นพี่ไช้ รุ่นพี่นักเรียนไทยที่นี่ เอาปริศนาข้อหนึ่งไปโพสต์ในเว็บบอร์ดของสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมัน คิดขึ้นโดยไอน์สไตน์ แล้วไอน์สไตน์ก็บอกไว้ว่า 98% ของประชากรโลกไม่สามารถแก้ปริศนาข้อนี้ได้ เห็นว่าสนุกดีก็เลยเอามาเผยแพร่ต่อ (ฝากในบล็อกนี้แล้วกันนะครับ ยังไม่อยากขึ้นบล็อกใหม่ แหะๆ) ลองเข้าไปดูนะครับ http://www.thaistudents.de/index.php?mode=show_board&id=530 (อันนี้เป็นภาษาเยอรมัน)
เพื่อเห็นแก่คนอ่านเยอรมันไม่ได้ ผมก็เลยไปหาฉบับภาษาอังกฤษมาให้ เข้าไปดูได้ที่ http://www.manbottle.com/popular/einstein_s_riddle
คงอัพแค่นี้ละคราวนี้ เรื่องที่ว่าจะเอามาให้อ่านนี่ขอติดไว้ก่อนนะครับ ยังไม่มีเวลาพิมพ์ (มีเรื่องด่วนอื่นอยู่จากที่ไทย) 1/11/2007 แวะมาเขียน แหะๆ ถามก่อนดีกว่าครับว่ามีใครอ่านบล็อกที่แล้วจนจบบ้าง ช่วยบอกให้ชื่นใจหน่อยครับ ผมลองก็อปไปใส่ใน Word แล้วได้ประมาณ 5 หน้ากระดาษเอสี่ครึ่ง (ฟอนต์ Angsana new 14pt) ตั้งใจไว้ว่าครั้งต่อไปจะไม่เขียนบล็อกยาวแบบนี้อีกแล้ว
ดูท่าทางเรื่อง Seasons change ในเยอรมันจะยังไม่จบง่ายๆ แฮะ ก็ไม่รู้ว่าตกลงนี่ยังไม่ถึงหน้าหนาว หรือว่าเลยหน้าหนาวไปแล้ว เมื่อวาน 16 องศาแน่ะ วันนี้ก็คุ้มดีคุ้มร้าย จู่ๆ แดดก็ออก หลังจากนั้นก็ลมแรง แล้วก็แดดออกใหม่อีก แล้วก็มีลมอีก งงจริงๆ มีรุ่นน้องคนนึงถามมาว่าไม่ชอบเหรอ อากาศประมาณนี้ ก็คงต้องตอบว่า มันก็ดีครับ แต่ถ้าหน้าหนาวไม่หนาวแบบนี้
แ ล้ ว ห น้ า ร้ อ น จ ะ เ ป็ น ยั ง ไ ง ล ะ ค รั บ พี่ น้ อ ง ? ? ?
หลังจากนี้ก็จะมีสอบในช่วง 3 อาทิตย์ถัดไป มีวันพุธหน้าสอบ Informatik วันศุกร์สอบฟิสิกส์ แล้วก็จันทร์หน้าโน้นสอบคณิตศาสตร์ ส่วนอีกสามสัปดาห์ (29-30 มกรา) นี่เป็นการสอบใหญ่ที่เขาเรียกกันว่า Feststellungsprüfung ซึ่งก็คือข้อสอบที่นักเรียนที่เข้ามาเรียน Studienkolleg จะต้องสอบเพื่อใช้สมัครเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งนักเรียนสาย Tecknik ก็จะต้องสอบสองวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ และ (คอมฯ หรือ ฟิสิกส์) ส่วนเยอรมันก็อย่างที่เคยว่า สอบไปตั้งแต่เทอมแรกแล้ว
ไว้รอผมสอบเสร็จก่อนนะครับ มีเรื่องที่ (ผมเห็นว่า) น่าสนใจจะเอามาให้อ่านกัน (ที่ไม่ใช่เรื่องเล่าส่วนตัวอย่างที่ผ่านมา)
ป.ล. สืบเนื่องจากบล็อกที่แล้ว สถานีที่รถไฟเสียนี่ไม่ใช่ Berlin-Spandal อย่างที่พี่เจว่ามานะครับ แหะๆ เป็นสถานีที่ไม่มีชื่อในเที่ยวรถไฟ CNL เที่ยวนั้น (ซึ่งผมก็จำชื่อที่แน่นอนไม่ได้แล้วเหมือนกัน) 1/2/2007 เที่ยวไปกับเด็ก Maths - ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่มีเรื่องเล่าเยอะครับช่วงหยุดคริสต์มาสที่ผ่านมา (และกำลังจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์นี้) รวมไปถึงช่วงก่อนหยุดด้วย เล่าเป็นวันๆ ไปแล้วกันนะครับ รูปดูได้ใน Photo Album: Christmas break (I,II) อยู่ตรงซ้ายมือข้างบน
คำอธิบายศัพท์
HD = Heidelberg ไม่ใช่ Hard Disk อย่างที่เคยมีคนทักเข้ามาใน MSN Bahnhof = สถานีรถไฟ Hbf = Hauptbahnhof = สถานีรถไฟหลักประจำเมือง Heizung = เครื่องทำความร้อน CNL = City Night Line = รถไฟเที่ยวกลางคืน มีที่นอนให้เลือกหลายแบบตั้งแต่เก้าอี้นอนไปจนถึงเตียงนอน S-Bahn = Schnell-Bahn เทียบได้ประมาณรถไฟฟ้าเมืองไทย (มั้ง) Duden = หน่วยงานของเยอรมันที่ทำหน้าที่คล้ายๆ ราชบัณฑิตยสถานของไทย 20 Dez: Wiesbaden (Schloss Freudenberg)
วันนี้ทาง Studienkolleg HD ได้จัดให้นักเรียนสาย Technik และ Medizin ไปทัศนศึกษาที่เมือง Wiesbaden กันครับ เหตุผลหลักๆ ก็ตามหัวข้อเรื่อง คือไปเที่ยวที่ Schloss Freudenberg ซึ่งเป็นปราสาท(ขนาดเล็ก)หลังหนึ่ง ข้างในมีนิทรรศการถาวรว่าด้วยประสาทสัมผัสและการรับรู้ของมนุษย์ เริ่มแรกก็มีเจ้าหน้าพาพวกเรานำเที่ยวชมปราสาทโดยรอบๆ และแนะนำนิทรรศการเป็นบางจุด มีห้องที่น่าสนใจห้องหนึ่งก็คือห้องที่มีแผ่นโลหะราบวางอยู่บนเสา แล้วก็ใช้คันสีของ Cello (หรือไม่ก็ Contra bass) สีตรงขอบแผ่นทำให้เกิดเสียงดนตรี ซึ่งถ้าโรยทรายลงบนแผ่นแล้วทำเช่นนี้ก็จะทำให้ทรายเรียงตัวเป็นรูปต่างๆ ที่น่าสนใจ หลังจากนั้น พวกเราก็แยกย้ายกันเข้าชมนิทรรศการตามจุดต่างๆ ที่น่าสนใจอีกที่หนึ่งก็คือ Dunkelbar (บาร์มืด) ก็คือห้องขายเครื่องดื่มที่มืดมากจนมองอะไรไม่เห็น คนที่เข้าไปจะต้องสั่งเครื่องดื่มหนึ่งอย่าง หรือไม่ก็บอกให้บริกรสุ่มเครื่องดื่ม (เป็นน้ำผลไม้) ให้ แล้วค่อยทายว่าได้น้ำอะไรมา นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการจุดอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก สามารถแนะนำให้ไปเยี่ยมชมได้ รายละเอียดสามารถดูได้ที่ www.schlossfreudenberg.de เสร็จจากการเยี่ยมชมปราสาท พวกเราก็ไปเดินกันต่อภายในเมือง ไปดูตลาดคริสต์มาสในเมืองนี้ก่อนที่จะเดินทางกลับมาถึง HD เวลาประมาณ 6 โมงเย็น 21 Dez: HD
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่มีเรียนก่อนหยุดคริสต์มาสครับ หลังจากเลิกเรียนแล้วผมก็ไปรับพี่นที ซึ่งเป็นนักศึกษาชาวไทยในอเมริกา วิชาคณิตศาสตร์มาที่บ้าน และพาเที่ยวภายในเมืองไฮเดลแบร์ก ก็เดินดูตลาดคริสต์มาสกันก่อนที่พวกเราจะไปติดกัปดัก (?) ที่ร้านของเล่นร้านหนึ่ง ที่เจ้าของร้านได้เอาของเล่นมาให้พวกเราลองเล่นดู ของเล่นที่ว่านี่ก็เป็นห่วงเหล็กสองอันที่คล้องกันอยู่ คนเล่นจะต้องหาวิธี (โดยไม่เสียเลือดเนื้อ) เพื่อที่จะทำให้ห่วงเหล็กที่ว่าแยกออกจากกันให้ได้ ก็ไปติดกันอยู่ประมาณยี่สิบนาทีครับก่อนที่จะวางมือและเดินต่อไป หลังจากนั้นก็ไปเดินริมแม่น้ำเนกคาร์ก่อนที่จะไปพบมด กริช และเปิ้ลที่ Handelshof และซื้อของสำหรับไปทำอาหารกินกันที่บ้านในช่วงวันหยุดนี้ 22 Dez: Stuttgart
วันนี้ผม พี่พิ้งค์ และพี่นทีไปเที่ยวกันที่ชตุทการ์ท เมืองหลวงประจำรัฐ Baden-Würtenberg กัน พวกเราก็ออกจากไฮเดลแบร์กกันตั้งแต่ตอนเกือบๆ เก้าโมง และไปถึงที่นั่นตอนใกล้ๆ สิบเอ็ดโมงได้ พอไปถึงพวกเราก็ไปเดินกันในเมือง ดูปราสาท ตลาดคริสต์มาส และหาของกินกลางวันกันก่อนที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์รถเบนซ์กันในตอนบ่าย (Mercedes-Benz Museum) ข้างในก็มีตั้งแต่รถเบนซ์ในยุคอดีตจนมาถึงปัจจุบัน การจัดแสดงนั้นน่าประทับใจมากๆ มีการพูดถึงทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นและเรื่องของเครื่องยนต์กลไก ตามจุดแสดงต่างๆ ก็จะมี Audio guide สำหรับฟังเรื่องราวที่เกี่ยวกับของที่จัดแสดง (ซึ่งทำได้โดยการกดรีโมทตามจุดต่างๆ) และมีวีดีโอให้ดูด้วย ก็เป็นสถานที่ที่ผมแนะนำให้มาเยี่ยมชมครับถ้าหากได้มาเที่ยวเมืองชตุทการ์ท ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนใจเรื่องของนวัตกรรมยานยนต์มากก็ตาม (ถ้าสนใจนี่ยิ่งน่าแนะนำใหญ่) ราคาค่าเข้า 4 ยูโรสำหรับนักศึกษา นับว่าคุ้มมากๆ หลังจากที่พวกเราใช้เวลาราวๆ 3 ชั่วโมงในพิพิธภัณฑ์ (พร้อมทั้งได้สายกุญแจคล้องคอฟรีมา แต่เสียเงินค่าหนังสือว่าด้วยพิพิธภัณฑ์รถเบนซ์แห่งนี้) พวกเราก็เดินไปดูสนามฟุตบอล Gottlieb-Daimler ซึ่งเคยใช้เป็นสนามแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ก่อนที่จะเดินทางกลับมายังสถานีรถไฟประจำเมืองชตุทการ์ทและหาอาหารเย็น แล้วจึงเดินทางกลับมายังเมืองไฮเดลแบร์ก 23 Dez: Strasbourg
วันนี้ผมออกไปซื้อตั๋วสำหรับเดินทางไป Strasbourg ตั้งแต่เช้า ก่อนที่คณะเดินทางที่เหลือซึ่งได้แก่เปิ้ล (Münster) เมย์ (Göttingen) พี่นที มด และกริช (M?nchen) จะตามมาพบกันที่ HD Hbf ซึ่งพวกเราก็พบว่าพวกเราพลาดรถไฟขบวนที่ตั้งใจจะไปเรียบร้อยแล้ว (แ ล้ ว กู จ ะ วิ่ ง อ อ ก ม า ซื้ อ ตั๋ ว แ ต่ เ ช้ า เ พื่ อ ? ? ?)
พวกเราก็หาเที่ยวรถไฟถัดไปครับ ไปเปลี่ยนรถสองครั้งที่สถานีรถไฟคาร์ลสรูห์ และ "ป้ายรถไฟ" Appenweier (ลองดูรูปในอัลบั้มได้ครับ อาจจะทำให้เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็น "ป้ายรถไฟ") ก่อนที่จะไปถึงเมืองสตราสบูร์กตอนเที่ยงกว่าๆ พวกเราก็ออกไปเดินกันในเมือง หลังจากนั้นเมย์กับผมก็ช่วยกันหาร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งพวกเราเคยไปกินอาหารกลางวันด้วยกัน (พร้อมกับเพื่อนญี่ปุ่นอีกสองคนครับตอนนั้น) โดยอาศัยความจำของเมย์และผมช่วยอีกนิดหน่อย ในที่สุดพวกเราก็หาร้านอาหารนั้นเจอหลายๆ คนคงทราบกันดีว่าเมืองชายแดนอย่างสตราสบูร์กนั้น คนส่วนใหญ่มักจะพูดภาษาเยอรมันได้ด้วย แต่คราวนี้พวกเราไม่ได้ใช้ภาษาเยอรมันครับ เพราะพวกเรามี "พี่นที" ที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้ ทำให้เจ้าของร้านปลื้มมาก
หลังจากนั้นพวกเราก็เดินในเมืองกันต่อ หลักๆ ก็คือดูตลาดคริสต์มาสที่ได้ยินมาว่าใหญ่ที่สุดในยุโรป ของเขาใหญ่จริงๆ ครับ ยิ่งตอนเย็นๆ ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วยิ่งสวยกว่าเดิมเพราะมีแสงไฟประดับตามที่ต่างๆ ก็ได้รูปมาหลายรูปอยู่ ก่อนที่พวกเราจะออกจากที่นั่นตอนประมาณ 6 โมงเย็น และกลับมาทำอาหารเย็นกินกันที่บ้าน อาหารมื้อนี้นี่มีไก่ย่าง ส้มตำ ต้มยำไก่ อิ่มอร่อยกันเลยทีเดียว วันนี้นี่ต้องขอบคุณพี่นทีที่ช่วยเป็นล่าม แล้วก็เมย์ที่ช่วยกันร้านอาหารจนเจอด้วย 24 Dez: HD-Bergbahn
เช้าวันนี้พวกเราก็ช่วยกันเตรียมอาหารที่จะทำกินกันตอนเย็นครับ แต่จะเป็นอะไรนั้นไว้อ่านไปเรื่อยๆ ก็จะรู้เอง ตกสายๆ ผมก็พาพี่นทีและเมย์ไปเดินดูบริเวณมหาวิทยาลัย (โซนสายวิทย์) แนะนำตึกต่างๆ พอเป็นพิธีก่อนที่จะขึ้นรถเมล์ไปยังสะพานเก่า โดยไปเจอนักศึกษาปริญญาเอกวิชาคณิตศาสตร์ 4 คน ได้แก่พี่โจ้ พี่เก๋ พี่อภิชาติ และพี่แบ๊งค์ ที่นั่น ต่อจากนั้น มด กริช และเปิ้ลก็ตามมาสมทบ พวกพี่ๆ ก็พาพวกเราไปกินอาหารกลางวันกันที่ร้านแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้กินด้วยเพราะกินกันมาแล้ว ปล่อยให้พวกเรา 6 คนกินอาหารกลางวันด้วยกันที่ร้าน Vetter ซึ่งเป็นร้านอาหารเยอรมันแห่งหนึ่ง หลังจากตกลงกันอยู่นานพวกเราก็ตัดสินใจสั่งอาหารจานใหญ่ ขนาดรับประทานสำหรับคน(เยอรมัน)สี่คน ซึ่งก็มีขาหมู ไส้กรอก Schnitzel และมันฝรั่งทอด พร้อมทั้งสลัดผักมากินด้วยกัน (ลองดูได้ครับว่าอาหารจานใหญ่ขนาดไหน รูปที่ 64 ในอัลบั้มแรก) พวกเราก็พยายามกินกันสุดความสามารถก่อนที่จะไปพบพี่ๆ ทั้งสี่คนที่ทางขึ้น Bergbahn (งานนี้นี่ต้องขอบคุณเมย์อีกรอบที่แนะนำให้พวกเราสั่งสลัดผักแทนที่จะสั่งอาหารจานเนื้ออื่นๆ มาเพิ่ม) ต่อจากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถ Bergbahn ซึ่งเป็นรถกระเช้าไปยังภูเขาข้างบนซึ่งมีชื่อว่า Königstuhl บรรยากาศเหมือนยังอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง วิวสวยมากๆ (ตามที่ถ่ายมาให้ดู) พี่โจ้เป็นคนพาพวกเราเดินเที่ยวบริเวณนั้นก่อนที่พวกเราจะ "เดินลง" จากภูเขานั้นด้วยกัน ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง พวกเราก็ลงมายังปราสาทแห่งเมืองไฮเดลแบร์ก ก็มาดูวิวของเมืองตอนพระอาทิตย์ตกดินอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินเข้าดูในตัวปราสาท (ในส่วนที่เข้าชมฟรี) ต่อจากนั้นจึงเดินลงไปยังข้างล่างเพื่อขึ้นรถเมล์กลับบ้าน กลับมาถึงบ้าน พวกเราก็จัดการนำเนื้อหมู เนื้อไก่ที่เตรียมไว้เมื่อเช้า แล้วก็ปลาหมึกมาย่างบนกระทะกินกัน พลาดไปนิดนึงที่ลืมเก็บมันหมูเข้าตู้เย็นทำให้มันบูด ต้องเอาน้ำมันเนยมาใช้แทน นอกจากนี้ก็มีน้ำจิ้ม ข้าว และที่ขาดไม่ได้ (รึเปล่า?) ก็คือซุปต้มกระดูกหมูร้อนๆ ใส่ผัก ที่ช่วยให้คล่องคอนั่นเอง ทีแรกพวกเราตกลงกันว่าจะผลัดกันไปนั่งย่างเนื้อสำหรับกิน แต่ไปๆ มาๆ เปิ้ล มด กริชเกิดติดใจในความสนุกจนไม่ยอมลุกออกจากที่ จึงรับหน้าที่เป็นฝ่ายย่างอาหารมื้อนี้ไปเต็มๆ 25 Dez: HD
วันนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ ผมและพี่นทีก็จัดของที่จะไปเที่ยวแบร์ลินในวันที่ 26-28 ธันวา พอตกเย็นพวกเราทั้ง 6 ชีวิต (รวมเพื่อนๆ อีก 4 คน ด้วย) ก็เดินทางไปยังร้านเชียงใหม่ด้วยกันเพื่อรับประทานอาหารเย็น อาหารที่สั่งมาก็มี แกงเผ็ดเป็ดย่าง(จานบังคับ) ผัดผักรวมใส่กุ้ง แกงป่าไก่ ผัดกระเพราหมูสับ และยำวุ้นเส้น หลังจากที่กินเสร็จ นั่งคุยกันเสร็จ พวกเราก็เคลื่อนพลไปยัง HD Hbf ก่อนที่ผมและพี่นทีจะไปขึ้นรถไฟเที่ยว CNL 478 ไปยังแบร์ลิน 26 Dez: Potsdam - Berlin (Bus 100)
มีเรื่องแต่เช้าเลยครับวันนี้ ตกประมาณ 7 โมง รถไฟขบวนที่ว่าก็หยุดจอดกลางทางที่เมือง Stendal (or sth like that) ด้วยเหตุที่ว่ารถเสีย พนักงานก็ได้ประกาศให้ผู้โดยสารเคลื่อนทัพไปยังรถไฟขบวนที่จอดอยู่รางใกล้ๆ (แต่ไม่ได้อยู่ชานชาลาเดียวกัน) จากนั้นรถไฟจึงพาพวกเราไปยังเมืองแบร์ลิน สรุปได้ว่ารถสายไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง พอไปถึง Berlin Hbf ก็งงนิดหน่อยครับ เกิดมายังไม่เคยเห็นสถานีรถไฟซับซ้อนแบบนี้ ก็ใช้เวลาเดินดูรอบๆ พร้อมทั้ง orientiert อีกซักพักหนึ่งก่อนที่จะไปซื้อตั๋วโดยสารรายวันและนำของไปเก็บที่ Youth hostel Meininger ที่จองไว้ ก็เป็น hostel ที่ใช้ได้ที่หนึ่งครับ หลังจากนั้น พวกเราก็เดินทางไปยังเมืองพอตสดัม ก็เริ่มจากไปพระราชวัง Sanssouci ไปฟังมัคคุเทศก์ที่นั่นพาเที่ยวชมภายใน หลังจากนั้นก็ไปเดินในสวนของวังแห่งนี้ (ซึ่งมีหมอกเยอะเหลือเกิน) ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นวิญญาณ "อดีตเด็กนิเทศ" ของพี่นทีก็เริ่มปรากฏทีละนิดโดยการบอกให้ถ่ายรูปท่าต่างๆ (ลองดูใน Photo album แล้วกันครับ) ก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปยังตัวเมืองเพื่อไปหาอาหารกลางวัน ซึ่งก็หายากมากเพราะวันนี้เป็นวันหยุด สุดท้ายพวกเราก็ไปลงเอยที่ร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่ง ก็แวะกินขนมปังในนั้น หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังพระราชวัง Cecilienhof และต่อไปยังบริเวณมหาวิทยาลัยแห่งเมืองพอตสดัม เสร็จจากการเที่ยวเมืองพอตสดัม พวกเราก็เดินทางกลับมายังแบร์ลินและขึ้นรถบัสสาย 100 ซึ่งเป็นสายสำหรับเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆ ในเมือง ซึ่งขณะนั้นก็เป็นเวลามืดแล้ว (แต่ยังไม่ค่ำ งงเปล่าครับ) รถก็พาพวกเราออกจากบริเวณ zoologischer Garten ผ่านโบสถ์ Kaiser-Wilhelm อนุสาวรีย์ Siegessäule พระราชวัง Bellevue อาคารรัฐสภา ถนน Unter den Linden และไปจบที่ Alexanderplatz หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งรถสายเดิมกลับมา และมาหาของกินตอนเย็นในตลาดคริสต์มาสบริเวณโบสถ์ Kaiser-Wilhelm ก่อนที่จะกลับโรงแรมกัน 27 Dez: Berlin (East Side Gallery - Alexanderplatz - Brandenburger Tor - Sophie-Charlottenburg - Friedrichstraße - KDW)
พวกเราก็เที่ยวในเมืองแบร์ลินกัน เริ่มจากตอนเช้าเดินทางไปดูกำแพงแบร์ลินส่วนที่เป็น East Side Gallery ระหว่างเดินทางไปผมก็ค้นพบความเฟอะฟะของผมวันนี้ครับ คือลืมหนังสือคู่มือนำเที่ยวติดตัวมา ก็เลยต้องอาศัยความจำ (ที่พอจะเหลืออยู่จากการอ่านเมื่อคืน) แทน หลังจากนั้นพวกเราก็เดินเท้า แวะถ่ายรูปต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เยอรมัน (Deutsches historisches Meseum) ก็เอาไปหาความอบอุ่นกันชั่วครู่ (จากไฮ้ซุ่ง) ก่อนที่พี่นทีจะตัดสินใจ "ยอม" เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ข้างในพิพิธภัณฑ์นี้ก็มีเรื่องราวน่าสนใจเยอะทีเดียวครับ เล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของชนเผ่าเยอรมันตั้งแต่ยุคโบราณ (สมัยที่มีชนเผ่าเซลต์ เยอรมนิก และโรมัน) มาจนถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชมเสร็จก็เป็นเวลาใกล้บ่ายโมงแล้ว พวกเราจึงเริ่มหาที่กินข้าวกลางวันกัน ก็ไปลงเอยที่ร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งบริเวณใกล้ๆ ประตูบรานเดนบวร์ก (Brandenburger Tor) ต่อจากนั้นพี่นทีก็ไปหาซื้อของฝาก ก่อนที่จะเลยต่อไปยังอาคารรัฐสภา และอาคารที่ทำงานของ Federal Chancellor และเลยต่อไปจนไปถึง Hbf ซึ่งก็อย่างที่เคยว่าครับ ใหญ่และอลังการสมกับที่เป็นสถานีรถไฟหลักแห่งนครแบร์ลินจริงๆ พวกเราแวะถ่ายรูปบริเวณหน้าบานโฮฟอยู่ซักพักก่อนที่จะเดินเข้าไปขึ้นรถ S-Bahn เพื่อเดินทางไปยังพระราชวัง Charlottenburg ซึ่งอยู่ไกลออกไปบริเวณขอบๆ ของใจกลางเมือง พอไปถึงที่นั่นพวกเราก็แวะไปหาความอบอุ่น (จากไฮ้ซุ่งอีกแล้ว) ในตัวปราสาท ก่อนที่จะเดินไปดูบริเวณสวนด้านหลัง แวะถ่ายรูปกันนานพอควรก่อนที่จะออกจากบริเวณนี้ ไปยังบริเวณจัดนิทรรศการชั่วคราวของเขต Charlottenburg ซึ่งก็มีนิทรรศการที่เปิดให้เข้าชมฟรีอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ ครับ คือเรื่องราวเกี่ยวกับ Schneekugeln (บรรยายไม่ถูกครับ เป็นครอบแก้วกลมๆ ลองดูในอัลบั้มรูปแล้วกัน) แล้วก็เรื่องราวเกี่ยวกับการฉลองคริสต์มาสของครอบครัวเยอรมันครอบครัวหนึ่ง ดูเสร็จแล้วจึงเดินทางกลับมายังตัวเมือง (Friedrichstraße) มาถึงแล้วพวกเราก็หาที่กินอาหารเย็นกันครับ งานนี้ต้องขอขอบคุณพี่ภัสงามๆ เลยครับที่แนะนำร้านอาหารญี่ปุ่น Ishin ให้เมื่อรู้ว่าผมจะมาเที่ยวแบร์ลิน เป็นร้านซูชิซึ่งราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับร้านญี่ปุ่นอื่นๆ แต่รสชาติอาหารอร่อยมาก แนะนำให้แวะไปกินเวลามาเที่ยว (ควรไปเวลากลางวันหรือเย็นวันพุธหรือเย็นวันเสาร์ เพราะราคาจะถูกกว่าปกติ มีเฉพาะที่แบร์ลิน) พอกิจเสร็จพวกเราก็เดินไปดูห้างสรรพสินค้า KaDeWe (Kaufhaus des Westens) ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นทวีปยุโรป (วิกิพีเดียว่าอย่างนั้น) ของเขาใหญ่จริงๆ ครับ ความรู้สึกน่าจะคล้ายๆ เอ็มโพเรี่ยมบ้านเรา แต่อาจจะหรูหรากว่า หลังจากนั้นพวกเราก็ไปเดินเล่นในตลาดคริสต์มาสอีกรอบ ก่อนจะเดินทางกลับมายังบริเวณถนน Unter den Linden เพื่อมาค้นพบความจริงที่ว่าตลาดคริสต์มาสบริเวณโรงละครแห่งชาติ (Deutsche Oper) นั้นปิดตัวไปแล้ว เหลือแต่ลานสเก็ตน้ำแข็งที่ยังเปิดอยู่ จากนั้นจึงเดินไปยังลานจองดาร์เมนมาร์กท์ (Gendarmenmarkt) ซึ่งมีวิหารฝรั่งเศส Concert house และวิหารเยอรมัน นอกจากนี้ยังมีตลาดคริสต์มาสบริเวณนี้ซึ่งเก็บค่าเข้าคนละ 1 ยูโร (แหะๆ คงสรุปกันได้นะครับว่าพวกเราตัดสินใจกันยังไง) ก่อนที่จะเดินทางกลับมาพักที่โรงแรม 28 Dez: Berlin (Checkpoint Charlie - Postdamer Platz - Hauptbahnhof)
ตอนเช้าพวกเราก็ Check out และฝากของไว้ที่โรงแรม ก่อนที่จะเดินทางไปดูกำแพงแบร์ลินอีกส่วนหนึ่งที่ Bernauer Str. ต่อจากนั้นจึงไปยังบริเวณ Checkpoint Charlie ซึ่งเป็นด่านตรวจระหว่างแบร์ลินตะวันออก - ตะวันตก ส่วนที่อเมริกาคุมในอดีต ก่อนที่พวกเราจะเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ Checkpoint Charlie และกำแพงแบร์ลิน ซึ่งก็รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง มาจนถึงสมัยที่มีกำแพงแบร์ลิน เรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน การหลบหนีไปยังเยอรมันฝั่งตะวันตก ฯลฯ หลังจากนั้นพวกเราก็แวะดูของในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ ก่อนที่ผมจะเสียเงินค่าหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของ Checkpoint Charlie และกำแพงแบร์ลินอีก 5 ยูโร และทราบความจริงที่ว่า แ บ ร์ ลิ น มี หิ ม ะ ต ก แ ล้ ว
ใช่ครับ ที่นี่มีหิมะตกแล้ว
ตกประมาณ 4 โมงพวกเราก็เดินทางกลับไปยังโรงแรมเพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ ก่อนที่จะเลยไปยัง Hbf เดินเล่นอยู่ซักพักแล้วจึงหาอาหารเย็น และเดินเล่นรอจนถึงเวลาขึ้นรถไฟเที่ยว CNL 479 ซึ่งถือว่าโชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื่องจากมี "สมาคมแม่บ้าน" อยู่ในรถไฟตู้เดียวกัน นอกจากนี้ยังมีเด็กน้อยร้องไห้เสียงดังลั่นอีกต่างหาก 29 Dez: HD
วันนี้พวกเราก็เดินทางกลับมาถึงเมือง HD ตอนประมาณตีห้าครึ่งครับ (รถไฟช้าไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง) ก็กลับมานอนพักต่อที่บ้าน ดูรูปที่ไปเที่ยว ก่อนที่จะไปหาอาหารกลางวันกินกัน กลับมานั่งเล่นที่บ้านอีกครั้ง เขียนรูปลงซีดีให้พี่นที รอจนถึงเวลาอันควร ผมก็พาพี่นทีไปส่งบริเวณป้ายรถบัสที่บริการรับส่งจากสนามบินฟรังก์ฟวร์ต แล้วจึงกลับบ้าน 30 Dez: HD
วันนี้พี่เม้งเปิดหอพักให้พวกเราไปทำอาหารเย็นกินกัน มีพี่เก๋ พี่อภิชาติ ทำปีกไก่ชุบแป้งทอดไป พี่เม้งทำแกงส้ม (สูตรใต้+กรุง) กับปีกไก่ย่าง พี่เหน่ทำอาหารที่แกเรียกว่า "ไฮเดลแบร์กเผา" (ที่จริงมันคือปลาหมึกยัดไส้หมูสับ) แล้วก็ปูเผา นอกจากนี้ก็มีผม พี่ตุ้ม พี่นก (Aachen) พี่ไก่ แล้วก็เพื่อนพี่เม้งมาร่วมกินอาหารเย็นมื้อนี้ด้วย น่ากินขนาดไหนลองดูรูปแล้วกันครับ 31 Dez: HD-Philosophenweg (หวังว่าในอนาคต Duden จะไม่ให้เขียนเป็น Filosofenweg เด้อ)
วันนี้ก็มีพี่เก๋ พี่อภิชาติ พี่จุ๋ม พี่นก พี่ไก่ แล้วก็ผม นัดกันตอนประมาณสี่ทุ่มครึ่ง ไปปีนเขาบริเวณ Philosophenweg เหตุผลที่นัดกันดึกขนาดนี้ก็เพื่อไปดูเขาจุดพลุส่งท้ายปีเก่ากันครับ พวกเราก็ไปกันตั้งแต่มีคนอยู่แล้วจำนวนหนึ่งจนกระทั่งใกล้เวลาจุดพลุครั้งใหญ่ (ตอนเที่ยงคืน) ซึ่งมีคนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก เป็นการจุดพลุที่อลังการมากครับ เสียแค่ว่ามีฝนตกเท่านั้นเอง ระหว่างนั้นผมก็ค้นพบความเฟอะฟะส่งท้ายปีเก่าของผมอีกข้อนึงคือลืมเปลี่ยนแบตกล้องไป ทำให้ถ่ายรูปได้ไม่เยอะ หลังจากนั้นราวๆ เที่ยงคืนยี่สิบ พวกเราก็เดินกลับไปยัง Bismarckplatz กันเพื่อหารถกลับบ้าน คืนนั้นก็มีรถเมล์เที่ยวกลางคืน (Moonlinien) บริการ แต่ผมไม่ได้ขึ้นหรอก เพราะจู่ๆ ผมก็เห็นรถรางสาย 23 "เที่ยวลึกลับ" มาจอดที่นี่ และพาผู้โดยสาร (แน่นอนรวมทั้งผมด้วย) กลับบ้าน ก็เป็นอันสิ้นสุดกิจกรรมส่งท้ายปี 2549 ครับ Ende
ส วั ส ดี ปี ใ ห ม่ ค รั บ |
|
|