Nithi's profileNithiPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Nithi |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
11/4/2008 (อุบัติ)เหตุเกิด ณ แบร์ลินเว้นว่างไปเสียนานสำหรับกิจกรรมของ สนทย. (ถ้าไม่นับเลือกตั้งที่ไฮเดิลแบร์กเมื่อเดือนมิถุนาที่ผ่านมา) คราวนี้ สนทย. ก็มีกิจกรรมมาให้นักเรียนไทยในเยอรมันมาร่วมสนุกกันอีกรอบ นั่นคืองาน Berlin 2 in 1 นั่นเอง ที่ชื่อ 2 in 1 ก็เพราะว่างานครั้งนี้มีทั้งความสนุกสนานและสาระในงานเดียวกันนั่นเอง ท่าทางบล็อกนี้จะเป็นบล็อกที่ยาวอีกบล็อกหนึ่งนะครับ ถ้ากลัวอ่านไม่ไหว แนะนำให้ปริ๊นท์ออกมาอ่านครับ ส่วนทำไมต้องชื่อ (อุบัติ)เหตุ เดี๋ยวคงอ่านเจอเองนะครับ ถ้าเจอแล้วอยากหัวเราะ(เยาะ) ก็เชิญตามสบายเลยครับ นึกย้อนไปเมื่อปลายเดือนมิถุนา ครั้งนั้นเป็นการประชุมครั้งแรกของเหล่ากรรมการ สนทย. ชุดใหม่ ที่เมืองเกิททิงเง่น มีพี่เดียร์ ณ แบร์ลิน เป็นนายกสมาคมฯ พี่เดียร์ก็เสนอมาว่าอยากจะจัดงานกีฬาและวิชาการ ในช่วงที่แกดำรงตำแหน่ง คุยไปคุยมาก็ได้ข้อสรุปว่า เราจะรวมทั้งสองอย่างนี้ไว้ในงานเดียว ซึ่งจะจัดกันในช่วงเปิดเทอมฤดูหนาว ภายในงานก็จะมีการเล่นกีฬาฟุตบอล บาสเก็ตบอล กิจกรรมสันทนาการ และปิดท้ายด้วยงานเสวนาวิชาการ หัวข้อที่จะเสวนาก็จะเปิดให้คนภายนอกโหวตเลือก จากที่เสนอกันในที่ประชุมคณะกรรมการ ประชุมกันครั้งต่อๆ มาผ่านอินเตอร์เน็ตทางโปรแกรม Teamspeak ก็ได้ความคืบหน้าเรื่องสถานที่ วันจัดงาน โปรแกรมงาน หัวข้อเสวนา ฯลฯ พวกเราก็ได้ข้อสรุปว่า จะมีกิจกรรม... (รออ่านย่อหน้าถัดไปดีกว่าครับ) และการเสวนา ให้เลือกเข้าร่วมระหว่างหัวข้อ "เปรียบเทียบการปกครอง ไทย-เยอรมัน" กับ "การเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในเยอรมนี" (รายละเอียดเพิ่มเติม ไว้อธิบายทีหลังนะครับ) ฝ่ายวิชาการอย่างผมก็รับหัวข้อหลังมาช่วยเตรียม ระหว่างนี้ก็หาข้อมูลไปเรื่อยๆ เห็นวารสารแจกฟรีตามคณะที่มีบทสัมภาษณ์ บทวิเคราะห์ ฯลฯ ก็หยิบมาดู รวบรวม คุยกับพี่กริด (มึนเช่น) ซึ่งช่วยเตรียมหัวข้อนี้ด้วย จนกระทั่งสอบปากเปล่าเสร็จไปอีกตัวหนึ่ง ก็เหลือเวลาราวๆ หนึ่งสัปดาห์พอดีก่อนที่จะมีงาน ผมก็เอาทุกอย่างที่รวมรวมไว้มาเรียบเรียง เตรียม PowerPoint จริงๆ จังๆ อีกที จนมาถึงคืนวันพฤหัส ผม และพี่ๆ จากทางใต้ของเยอรมันอีก 5 คน ก็ขึ้นรถนอน City Night Line มาด้วยกันในตู้นอนสำหรับ 6 คน มาถึงแบร์ลินก็เช้าวันศุกร์ (อย่าเพิ่งตกใจ นึกว่าผมโดดเรียนนะครับ ผมไม่มีเรียนวันศุกร์อยู่แล้ว ตกเย็น พวกเราก็ไปรวมตัวกันที่บ้านอาต้อม ผู้ดูแลนักเรียนไทยที่นี่ ซึ่งก็มีกรรมการสมาคมคนอื่นๆ มาถึงบ้างแล้ว อาต้อมก็ทำอาหารเย็นเลี้ยงพวกเรา ก่อนที่พวกเราจะคุยเตรียมงานในวันรุ่งขึ้น เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปซื้อน้ำสำหรับเลี้ยงผู้เข้าร่วมงาน (อันนี้ดูจะเป็นรายการที่โหดหน่อย พวกเราไปถือน้ำกันคนละ 12 ขวด ขวดละลิตรครึ่ง เดินกันร่วม 700 เมตร เพื่อที่จะเอาน้ำไปเก็บบ้านพี่เป๊ก ซึ่งอยู่ใกล้ที่ที่จะจัดกิจกรรมในวันรุ่งขึ้น) ฯลฯ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน ผม พี่อ๊อก พี่เล็ก ก็ไปนอนกันที่บ้านพี่เป๊กซ์ พี่ของพี่ปุ๊ก เช้าวันเสาร์ พวกเราก็กลับมารวมตัวกันที่บ้านอาต้อมอีกครั้ง เพื่อที่จะประชุมแบ่งงาน คราวนี้อาต้อมเลี้ยงข้าวต้มปลาพวกเรา ทำเอาอิ่มกันเลยทีเดียว ก่อนที่พวกเราแบ่งกลุ่มไปเตรียมงานกันต่อ ส่วนหนึ่งก็แวะไปซื้อขนม อีกส่วนหนึ่งก็ทยอยขนของไปที่ Jugendherberge ที่ Wannsee อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแบร์ลิน ไปตั้งโต๊ะลงทะเบียน ขายเสื้อสมาคม หลังจากนั้นสักพักถึงมีคนทยอยเข้ามาร่วมงาน กินข้าวกลางวัน ก่อนที่พวกเราจะมารวมตัวกันบริเวณโถงของ Jugendherberge (ก็อยู่กันแถวนั้นอยู่แล้วนี่หว่า) กันตอนใกล้บ่ายโมง คราวนี้ พี่เจ เจ้าแม่สันทนาการของพวกเราก็มานำกิจกรรม Walk Rally ที่พวกเราจะมาเล่นกันในช่วงบ่ายวันนี้ ผมไปอยู่กลุ่มของพี่ที พี่เอิร์ท พี่บัสจากบราวน์ชไวก์ และ พี่โอ๋จากแบร์ลิน กติกาก็มีอยู่ว่า มีสถานที่กำหนดให้ 12 ที่ จะต้องไปถ่ายรูปหมู่ที่สถานที่ที่กำหนดให้ให้ครบทุกที่ โดยใน 4 จาก 12 ที่จะมีฐานกิจกรรมให้ไปเล่นด้วย นอกจากนี้จะต้องถ่ายรูปกับหมี 5 ตัว ในแบร์ลิน ถ่ายรูปกิจกรรมเปิดหมวกให้ได้มากที่สุด และถ่ายรูปกับสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงรูปคนข้ามถนนมาอย่างละรูป (ของแบร์ลินจะเป็นรูปที่ไม่เหมือนใคร) เสร็จแล้วก็จะต้องไปรวมตัวกันที่ป้าย S-Bahn Messe Süd ภายใน 4 โมงเย็น หลังจากพี่เจบอกให้พวกเราเริ่มเล่นได้แล้ว กลุ่มผมก็เดินทางไปที่ Gedächtniskirche ก่อน ซึ่งที่นั่นก็ีมีกิจกรรมฐานให้กินขนม Berliner (เป็นขนมปังคล้ายๆ แป้งโดนัท สอดไส้ครีมรสผลไม้สักอย่าง) สองชิ้น ภายในเวลา 30 วินาที มีน้ำเป็นตัวช่วย ก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปด้วยรถเมล์สาย 100 กันต่อ เพื่อไปถ่ายรูป Siegessäule และไปทำกิจกรรมฐานอีกหนึ่งที่บริเวณอาคารรัฐสภา (Reichstag) คราวนี้เจอเกมฮาๆ อีกเกมหนึ่งครับ ให้เวลา 3 นาที ไปหาคนญี่ปุ่นให้เขียนและบอกวิธีอ่านคำบอกรักเป็นภาษาญี่ปุ่น (และมีคนกลุ่มอื่นไปหาเจอด้วย!) แต่กลุ่มผมกลับหากันไม่เจอซะงั้น หลังจากนั้น พวกเราก็ไปถ่ายรูปกันที่ Brandenburger Tor และ Holocaust Mahnmal ก่อนที่จะเดินไปทำกิจกรรมฐานกันต่อที่ Gendarmenmarkt คราวนี้เป็นเกมให้วิ่งผลัด จากฝั่งหนึ่งเพื่อไปรับขวดน้ำจากกรรมการที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง และส่งขวดน้ำต่อกลับมาที่กรรมการที่อยู่ทีุ่จุดเริ่มต้น และแล้ว เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อพี่บัสวิ่งเอาขวดน้ำมาให้ ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเดินผ่านมาบริเวณพวกเรา ทำให้ผมต้องหลบเส้นทางวิ่งปกติ และวิ่งกลับเข้าเส้นทางเดิม สงสัยจะเพราะสะดุดก้อนหิน หรือเสียการทรงตัวจากการเลี้ยว ผมก็หกขะล้มลงไปกองกับพื้น!!! ทำเอาพี่ๆ ร่วมทีมตกใจ วิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบว่าอุ้งมือข้างซ้ายเป็นแผล ข้อมือข้างซ้ายก็ถูกนาฬิกาข้อมือข่วน รู้สึกแสบๆ ตรงเข่าขวา (ทั้งๆ ที่กางเกงยีนไม่ขาด) ก็เลยถลกกางเกงออกมาดู ก็พบว่า... มีแผลเช่นกัน มาอีกที พี่ปุ๊กก็มาพูดให้เจ็บใจเล่นว่า ไม่ต้องรีบวิ่งก็ได้ เพิ่งใช้เวลาไปแค่ครึ่งนาที จากที่ให้ไว้หนึ่งนาทีเท่านั้นเอง ด้วยความที่ยังอยากเที่ยว พวกเราจึงตัดสินใจไปเดินถ่ายรูปบริเวณ Alexanderplatz กันต่อ ก่อนที่จะขึ้นรถ S-Bahn ไปลงที่ Messe Süd ก็ไปทำแผลกันที่นั่น ก่อนที่พวกเราจะเคลื่อนทัพไปยังสนามกีฬาของ TU (Technische Universität) ฺำBerlin ซึ่งก็อย่างที่ว่าไว้ ห่างจากตัวสถานีราวๆ 700 เมตรเห็นจะได้ ไปถึงพวกเราก็ไปนั่งรอสักพัก ก่อนที่จะได้เข้าไปใช้พื้นที่ในโรงกีฬา ช่วงแรกก็เป็นการเล่นกีฬา มีให้เลือกระหว่างฟุตบอลกับสตรีทบาส สำหรับผมซึ่งบาดเจ็บไปแล้วก็เลยต้องเลือกเป็นกองเชียร์ เล่นกีฬากันเสร็จ ก็ออกไปกินข้าวเย็นกัน มื้อนี้เป็นข้าวผัดกระเพรา ได้รับการสนับสนุนจากร้านดาว (อยู่แุุถวๆ Savignyplatz เหมือนร้านติ่มซำวันนั้น) ก่อนที่พวกเราจะกลับมารวมตัวกันประกาศผลแรลลี่ และเล่นเกมกีฬาสีกันต่อ ปรากฎว่าทีมที่ชนะไปได้นั้น ก็เพราะเห็นหมีหลายตัว ได้รูปหมีมาเยอะกว่ากลุ่มอื่นนั่นเอง (ถ้าไม่นับทีมที่ได้ที่สอง ทีมผมนั่นแหละ พลาดไปนิดนึงตรงที่ลืมอ่านคำสั่งให้ถ่ายรูปหมู่ "ที่มีทุกคนอยู่ในรูป" เกมกีฬาสีที่เล่นกันเป็นเกมแรกก็คือเกมต่อของ กติกาก็คือให้ทุกคนเอาของที่มีอยู่ในตัวมาต่อกันให้ได้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งคราวนี้สีฟ้าที่ผมอยู่ก็เป็นผู้ชนะ แต่จะเรียกว่าเป็นความซวยซ้ำซากของผมก็คงใช่ ด้วยความที่ลืมไปว่าเชือกรองเท้ามันแตกปลาย ก็รีบดึงเอาเชือกรองเท้าออกมาต่อกับของชิ้นอื่นๆ คราวนี้พอจะร้อยเชือกรองเท้ากลับ ก็เลยสำนึกขึ้นมาได้ ว่าร้อยเชือกกลับไปไม่ได้แล้ว สำหรับกิจกรรมภาคกลางคืนก็เป็นการมานั่งคุยเล่นกันในห้องสัมมนาของ Jugendherberge คราวนี้มีสปอนเซอร์ข้าวต้มจากอาต้อม ก็เริ่มด้วยการแนะนำตัวผู้ร่วมงานกันอีกครั้ง ส่วนผมกับพี่กริดก็แยกตัวไปเตรียมตัวงานนำเสนอสำหรับวันรุ่งขึ้น โดยมีพี่เดียร์มาช่วยดูด้วย พอเตรียมไปได้สักพักก็มาคุยเล่นกับคนอื่นๆ ที่ยังนั่งกันอยู่ มีการเอากีตาร์มาเล่น ร้องเพลงกันสนุกๆ ด้วย ก่อนที่พวกเราจะแยกย้ายกันกลับไปนอน... คืนนั้นนอนตีสองครับ กว่าจะเคลียร์ของ และเตรียมตัวงานเสวนากันต่อจนเสร็จ มาถึงเช้าวันอาทิตย์ ก็เป็นการเสวนาวิชาการ มีให้เลือกสองหัวข้อตามที่ได้บอกไว้ พี่เติบเป็นคนดูแลห้องปกครอง... หมายถึงห้องที่เสวนาหัวข้อการปกครอง มีพี่จากสถานทูตแบร์ลินกรุณามาเป็นวิทยากรให้ด้วย ส่วนห้องศึกษา... ก็ห้องที่ผมกับพี่กริดดูแลนี่ละครับ ก็มีผมกับพี่กริดเป็นคนดำเนินกิจกรรม ก็จะเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมา ประเทศเยอรมนีมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการศึกษาใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ ก็คือ เรื่องของการเปลี่ยนระบบจากปริญญาตรีควบโท (Diplom หรือ Magister) ไปเป็น Bachelor และ Master และการเริ่มเก็บค่าเล่าเรียน (Studiengebühr) ในบางรัฐ (เพิ่มเติมจากที่เคยเก็บค่าลงทะเบียนเรียนมานานแล้ว) มาที่หัวข้อแรก ก็มีผม พี่กริด ได้เล่าประสบการณ์ตรงจาก Universität และ พี่เชอรี่ กับ พี่โอ๋ (เดรสเดน) ก็มาเล่าประสบการณ์จาก Fachhochschule นอกจากนี้พวกเราก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการเปลี่ยนแปลง (Bologna Process) ข้อดี-ข้อเสียต่างๆ ของการเรียนทั้งสองระบบ และกระแสตอบรับจากตลาดแรงงาน ก่อนที่พวกเราจะพักกินของว่าง และกลับมาคุยกันต่อในหัวข้อ Studiengebühr พวกเราก็มาคุยกันว่าที่มาของการเก็บ Studiengebühr มาจากไหน มีรัฐไหนเริ่มเก็บไปแล้วบ้าง รัฐที่เก็บไปแล้วเอาค่าเล่าเรียนไปทำอะไร และกรณีที่น่าสนใจมากกรณีหนึ่งคือรัฐ Hessen ซึ่งเคยเก็บค่าเล่าเรียนไปแล้วปีหนึ่ง แล้วตัดสินใจยกเลิกเก็บค่าเล่าเรียนในปีถัดมา พอคุยในกลุ่มใหญ่กันเสร็จแล้ว ก็เป็นการแบ่งกลุ่มคุยกันในกลุ่มเล็กๆ ต่อ ในทั้งสองหัวข้อ ก่อนที่พวกเราจะกลับมาสรุปผลการคุยกลุ่มย่อยกันอีกครั้ง ซึ่งตัวผมเองก็พอใจกับการเสวนาในครั้งนี้มาก ไม่มีใครง่วงเหงาหาวนอนให้ดูระหว่างเสวนา มีพี่กริดมาช่วยทำให้บรรยากาศสนุกสนานมากขึ้น และเท่าที่ดูทุกคนก็ช่วยกันแสดงความคิดเห็นกันจริงๆ ตอนคุยกลุ่มใหญ่ตอนท้าย ก็มีส่วนร่วมกันจริงๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จดีทีเดียวครับ หลังจากนั้น พวกเราก็มารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อปิดงาน Berlin 2 in 1 ครั้งนี้ ก็มีแนะนำกรรมการสมาคมอีกรอบหนึ่ง จากนั้นก็มีรูป คลิปวีดิโอฮาๆ มาให้ทุกคนได้ชมกันอีกครั้ง และการมอบรางวัลสำหรับทีมที่ชนะการแข่งฟุตบอลในวันที่ผ่านมา ก่อนที่พวกเราจะรวมตัวกันถ่ายรูปหมู่รูปสุดท้าย กินข้าวกลางวันเป็นข้าวคลุกกะปิจากร้านดาวอีกครั้ง และแยกย้ายกันเก็บของกลับบ้าน ผมก็ออกจาก Jugendherberge มาพร้อมๆ กับคนอื่นๆ จากทางใต้ ไปรอขึ้นรถไฟกันที่ Berlin Hauptbahnhof ขึ้นรถไฟกันตอนราวๆ บ่ายสามครึ่ง มีพี่หมิง พี่เชอรี่ พี่นูน พี่ส้ม พี่แอ๋ว มาร่วมเดินทางในครั้งนี้ ระหว่างเดินทางกลับพวกเราก็นั่งคุยกัน เล่นไ...กัน ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพอใจกับงานครั้งนี้มาก ได้รู้จักคนหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น กลับมาถึงบ้านราวๆ สามทุ่ม ก็เก็บของและเข้านอนด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนที่จะตื่นนอนมาเรียนตอนเก้าโมงเช้่าในวันถัดไป ก็นับว่าเป็นการจัดงานที่ประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งของ สนทย. หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน มีคนเข้าร่วมราวๆ 50-60 คน ซึ่งก็อบอุ่นกำลังดี คราวนี้ไม่ได้มีแต่คนหน้าเดิมๆ แต่ยังมีคนกลุ่มใหม่ๆ มาร่วมด้วย ทำให้รู้จักคนเพิ่มขึ้นอีกมาก เชื่อว่าทุกคนจะได้ความประทับใจกลับไปบ้านโดยถ้วนหน้ากันครับ ใครอยากดูรูป ดูเรื่องเล่าอื่นๆ ก็เข้าไปดูได้ที่ www.thaistudents.de ครับ สำหรับงานนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ อาต้อม สำหรับอาหารอร่อยๆ สำหรับที่ประชุมกรรมการสมาคมฯ รอบพิเศษครับ พี่เดียร์ นายกสมาคมฯ ผู้ริเริ่มจัดงานครั้งนี้ ช่วยผมดู PowerPoint สำหรับงานเสวนาวิชาการ และช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ อีกจำนวนมาก พี่เจ เจ้าแม่สันทนาการ ช่วยจองตั๋วรถไฟนอนไปแบร์ลิน และคิดกิจกรรมสนุกๆ ให้พวกเราได้เล่นกัน พี่ภัส พี่เจ ช่วยนำเที่ยวพอตสดัม พี่กริด ช่วยเตรียมงานเสวนาวิชาการ พี่หมิง ช่วยจองตั๋วรถไฟขากลับ ทำคลิป YouTube ดีๆ สำหรับโฆษณากิจกรรมครั้งนี้ พี่อุ๋ม พี่เจ ร่วมถ่ายทำคลิปวีดิโอ พี่อ๊อก พี่เล็ก ได้ข่าวว่าเดินซื้ออาหาร ขนม น้ำ กันหลายรอบนะครับ พี่เชอรี่ พี่โอ๋ (เดรสเดน) มาช่วยให้สัมภาษณ์ระหว่างเสวนาวิชาการ พี่นูน พี่เล็ก ช่วยรวบรวมรูป คลิปวีดิโอมาให้พวกเราได้ดูกัน พี่ที พี่เอิร์ท พี่บัส พี่โอ๋ (แบร์ลิน) มาร่วมชะตากรรมเล่นแรลลี่ด้วยกัน พี่เป๊ก พี่... (โทษทีครับจำชื่อไม่ได้) สำหรับกิจกรรมฐานกิน Berliner พี่เนตร พี่อีกสองคน สำหรับกิจกรรมฐานหาคำบอกรักภาษาญี่ปุ่น พี่ปุ๊ก พี่เติบ พี่เป๊กซ์ สำหรับกิจกรรมฐานวิ่งผลัด พี่เล็ก พี่ดรีม พี่... กิจกรรมอีกฐานนึง ที่ผมไม่ได้เข้าไปเล่น พี่เป๊กซ์ เอื้อเฟื้อที่พักให้คืนวันศุกร์ ช่วยหาอุปกรณ์ทำแผล พี่ดาว สำหรับอาหารอร่อยๆ ในราคากันเอง พี่ลลิล ช่วยสนับสนุนกิจกรรมสมาคมครั้งนี้ มาร่วมเล่นเกมกับพวกเราด้วย ทุกๆ คน ที่เป็นกำลังใจให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ทุกๆ คน ที่มาร่วมกิจกรรมของสมาคมครั้งนี้ ทุกๆ คน ที่ช่วยสนับสนุนสินค้าสมาคม (ช่วยซื้อเสื้อสมาคมนั่นเอง และอีกหลายๆ คน ที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ดีใจที่ได้เจอ ได้รู้จักทุกคนในงานนี้ครับ ป.ล. ถึงคนที่โดนผมถามเรื่องชื่อวังในพอตสดัม (ถ้าบังเอิญเข้ามาอ่าน) ตกลงผมไปหาเจอแล้วนะครับ วังชื่อ Cecilienhof เป็นที่ที่ผู้นำอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย มาประชุมกันสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่าจะจัดการอย่างไรดีกับพื้นที่ของเยอรมันและที่ถูกนาซียึดครอง 9/2/2008 ข้างหลังภาพ มาเช็คชื่อหน่อยดีกว่าว่ายังมีใคร (หลง) เข้ามาอ่านบล็อกนี้บ้าง รู้สึกว่าจะหายไปนานทีเดียว ช่วงนี้อยู่ไทยครับ วันนี้ไม่กล้าออกไปข้างนอก ก็เลยมีเวลาว่างๆ มาเขียนบล็อกบ้าง (แต่ก็ยังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่นะ เปิดทีวีดูอยู่นี่แหละ) สัปดาห์ที่ผ่านมาไปดูละครเวที "ข้างหลังภาพ" มาครับ หลายคนคงรู้จักเรื่องนี้จากการอ่านเป็นบทอ่านนอกเวลาสมัยเรียน ม.ปลาย (เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องเอาเื่รื่องย่อมาเล่าซ้ำ ใช่เปล่าเอ่ย ประเมินโดยรวมแล้วถือว่าดีมากๆ ฉากน้ำตกก็มีการนำน้ำมาเล่นบทเวทีจริงๆ เท้าเปียกกันจริงๆ พอถึงฉากเศร้า (ในครึ่งหลัง) ก็ทำให้เศร้าได้สุดๆ แค่นี้ยังไม่พอ สงสัยคนเขียนบทกลัวคนดูจะน้ำตาไหลกันทั้งโรงมั้งครับ มีการเอาฉากคลายเครียดมาแทรกด้วยในครึ่งหลัง (หวังว่าฉากนั้นจะไม่โดนเซ็นเซอร์ด้วยเหตุผลทางการเมืองเน้อ ใครอยากรู้ก็หาโอกาสไปดูเองแล้วกันครับ ถ้าอยากรู้จริงๆ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังหลังไมค์) นอกจากนี้ก็ยังทำให้รู้ว่า นักร้องไฮโซอย่างคุณป้ารัดเกล้า ที่ปกติพวกเราจะได้ยินเสียงร้องเพลงนุ่มๆ ของเธอ ก็สามารถมาแสดงละครเวทีในบทของต้นห้อง และร้องเพลงเสียงแข็งได้ด้วย! ว่ากันด้วยเนื้อหา เรื่องบท ก็มีการดัดแปลงจากต้นฉบับของศรีบูรพานิดหน่อย อย่างแรกเลยคือในหนังสือของศรีบูรพา เป็นการเล่าเรื่องจากนพพรเพียงฝ่ายเดียว แต่พอมาทำเป็นละครเวที ละครเวทีก็สามารถนำเสนอเรื่องราวในมุมมองของหลายๆ คนได้ อย่างบทต้นห้องของป้ารัดเกล้า ก็เป็นบทที่เพิ่มเข้าไป ก็ต้องถือว่าคนเขียนบทเก่งเหมือนกัน ที่สามารถทำให้ตัวละครนี้มีบทบาทสำคัญในละครเวทีได้ // ไม่อยากโดนสปอยล์ อย่าอ่านย่อหน้าข้างล่างนี้ แต่ถ้าจะให้วิพากษ์บ้าง ก็คงจะเป็นเรื่องของการนำเสนอรายละเอียดเหมือนกัน อย่างช่วงที่คุณหญิงกีรติเล่าเรื่องในอดีตให้นพพรฟัง ว่าทำไมถึงตัดสินใจแต่งงานกับท่านเจ้าคุณ เชื่อว่าถ้าไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือข้างหลังภาพมาก่อน ก็คงจะไม่สามารถเข้าใจประเด็นนี้จากละครเวทีได้เหมือนกัน (หรือเปล่า?) นอกนั้นยังนึกไม่ออกครับว่ามีตรงไหนที่น่าปรับปรุงอีก // จบการสปอยล์ สรุป - ถ้ามีโอกาสได้ไปดู ก็ขอแนะนำให้ไปดูครับ แล้วจะไม่ผิดหวัง ละครเวทีเรื่องนี้ยังคงเปิดแสดงจนถึงสิ้นเดือนกันยานี้ ป.ล. ใครจะไปไม่แนะนำให้เอารถไปจอดที่เอสพละนาด (ที่ตั้งของโรงละครรัชดาลัยเธียเตอร์) นะครับ ระบบการจราจรในที่จอดรถเฮงซวยมาก 3/17/2008 ทำอาหาร - เล่นเกม - ดูหนัง - ฟังดนตรีอ่านชื่อบล็อกก็คงรู้เนาะ ว่าสัปดาห์ที่แล้วไปทำอะไรมาบ้าง ไปๆ มาๆ ปรากฏว่าสัปดาห์ที่แล้วที่มีอยู่ ๗ วัน (ก็ีมี ๗ วันอยู่แล้วนี่หว่า) ก็มีกิจกรรมซะ ๖ วัน ส่วนจะเป็นอะไรบ้างก็คงต้องอ่านกันเองครับ 2/25/2008 Semesterberichtเคยรู้สึกอย่างนี้เปล่าครับ เวลาปิดเทอมรู้สึกเหงาๆ เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่มีอะไรทำ บางทีคิดว่าอยากทำนั่นทำนี่ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่มี Motivation ซะอย่างนั้น (ยังไง?) ที่จริงผมรู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่สอบ Lineare Algebra เสร็จแล้วละ แต่ความรู้สึกตอนก่อนสอบ Informatik กับหลังสอบมันก็ต่างกันอยู่นิดๆ นะ ตอนก่อนสอบรู้สึกว่า เมื่อไหร่เจ้าตัวสุดท้ายมันจะผ่านไปสักที อารมณ์ในการอ่านหนังสือก็ไม่รู้หายไปไหนหมด พอสอบเสร็จก็ดีใจครับ หมดเวรหมดกรรมกับเทอมนี้เสียที ยิ่งรู้ผลสอบตัวสุดท้ายก็ยิ่งดีใจ (และสะใจนิดๆ) แต่ก็รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ เหงาๆ ไม่นึกว่าจะเหงาได้ขนาดนี้... อย่าเพิ่งตกใจครับท่านผู้อ่าน ผมยังปกติดีอยู่ ก็แค่รู้สึกมันว่างๆ เท่านั้นเอง เล่าให้ฟังดีกว่าว่าบรรยากาศการเรียนเทอมที่ผ่านมาเป็นไงบ้าง ก็อย่างที่เคยเล่าครับ เทอมนี้ผมลงเรียนไป ๔ ตัว มี Lineare Algebra 2, Analysis 2, Numerik 0, Informatik 1 (งงปะ ว่าทำไมเป็น Info 1 ทั้งๆ ที่เทอมที่แล้วก็เรียนคอมไปแล้ว ถ้างงก็ลองไปหาข้อมูลในบล็อกเก่าๆ ดู... อ่าๆ ครั้งนี้ใจดียอมอธิบายให้อีกรอบ คือเทอมที่แล้วมันเปิดแต่ Informatik 2 ก็เลยต้องลงสลับกันอย่างนี้ เนื้อหาก็แทบจะไม่เกี่ยวกันแม้แต่น้อย...) ก็อย่างที่เคยเล่าว่าเป็นการหาเรื่องใส่ตัวนิดๆ แต่ไปปลายๆ เทอม ก็เริ่มชินแล้วครับ แต่จะให้ลงเรียนถึง 28 SWS (Semesterwochenstunden: จำนวนคาบเรียนต่อสัปดาห์, 1 คาบ = 45 นาที) แบบเทอมนี้นี่ก็คงไม่เอาอีกแน่ๆ เพราะเจ้า 28 SWS นี่ยังไม่รวมเวลาทำการบ้านซึ่งตกต่อวิชาประมาณ 6 - 10 ชั่วโมงต่อวิชาต่อสัปดาห์ ตัวที่โหด (มัน ฮา) ที่สุดก็เห็นจะเป็น Lineare Algebra 2 ครับ หลังจากที่อาจารย์ที่สอน LA1 เทอมที่แล้วได้ตำแหน่งโปรเฟสเซอร์ที่ Hannover แล้ว ท่าน Studiendekan (ตำแหน่งน่าจะประมาณ คณบดีฝ่ายนักศึกษา) ก็มาสอนให้เอง (น่าภูมิใจมั้ย คณบดีมาสอนเด็กปีหนึ่งเชียวนะครับ) เป็นการเรียนที่เรียกได้ว่า ๓ เรือง ๓ รส (ใครสนใจว่ามีเรื่องไหนบ้าง ไปถามนอกไมค์เองเนาะ มาเล่าในนี้เดี๋ยวจะทำให้บล็อกอ่านไม่รู้เรื่อง แหะๆ) เรื่องแรกก็ยังโอเคอยู่ เรื่องที่สองตอนเริ่มๆ ก็พอไหว แต่พอวันหยุดคริสต์มาสใกล้เข้ามานี่ดิครับ รู้สึกมันจะหลุดโลกออกไปเรื่อยๆ ก็นับว่าโชคดี (รึเปล่า?) ที่ได้หยุดคริสต์มาส ก็เลยมีเวลาได้ทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่ "หลุดโลก" ออกไปได้อย่างสบายๆ (แต่ไม่ได้หายความว่าจะเข้าใจทั้งหมดนะครับ) ก่อนที่จะมาเรียนเรื่องสุดท้ายหลังจากหยุดคริสต์มาสแล้ว เอาคร่าวๆ แล้วกันว่าเกี่ยวกับการนำความรู้ใน LA ไปใช้ในเรขาคณิต ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าเรขาคณิตนั้นก็สามารถทำให้ abstract ได้สุดๆ เหมือนกัน ทำเอาที่เรียนตอนก่อนหยุดคริสต์มาสนั้นกลางเป็นเรื่องง่ายไปเลย (ฮา... ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ) ก็เรียนสนุกดีครับวิชานี้ ที่จริงบ่นๆ ว่าเรียนเยอะ มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นให้รู้สึกต้องขยันมากขึ้น ให้เวลากับมันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ตัวอื่นๆ ก็ไม่โหดเท่า LA2 ครับ ก็เรียนไปได้เรื่อยๆ เอาจริงๆ ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเหมือนกัน อย่างผลพลอยได้จากการเรียน Numerik ก็คือได้เรียนรู้ Syntax ภาษา C เพิ่มขึ้น แล้วก็ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เรียนไปใน LA (กับ Analysis) มีประโยชน์ หรืออย่างในวิชา Informatik ก็ทำให้รู้ว่า โปรแกรม Mathematica ที่หลายๆ คน (ที่รู้จักและใช้อยู่) คิดว่ามีประโยชน์อยู่แล้ว มันทำอะไรได้เยอะกว่านั้นมาก ไม่เคยคิดมาก่อนครับว่า เจ้า Mathematica นี้จะสามารถใช้ไขปริศนาเกมอย่าง Sudoku ได้ (เอ่... หรือว่าคนอื่นเขารู้กันหมดแล้ว มาถึงตอนนี้ล่ะ? บอกตรงๆ ว่าตั้งแต่สอบ LA2 เสร็จไปตั้งแต่ ๙ กุมภาที่ผ่านมา ก็รู้สึกโหวงๆ เหมือนกัน เคยมีใครเป็นอย่างนี้เปล่าครับ ตอนเรียนก็ทุ่มพลังไปเยอะ พอปิดเทอมก็รู้สึกอยากอ่านสิ่งที่เพิ่งเรียนมาใหม่ๆ แต่มันก็ไม่มีให้ทำ (ก็มันไม่มี Vorlesung นี่หว่า...) ผมเองรู้สึกแบบนี้ไปพักหนึ่ง จนสอบตัวสุดท้าย (Informatik) เสร็จไปสามสี่วันมั้งครับ อาการที่ว่าถึงค่อยๆ หายไป สำหรับ Semesterbericht ก็คงจบลงแค่นี้ครับ ไว้มีอะไรใหม่ๆ จะมาเล่าให้ฟังอีก 2/11/2008 เหตุเกิด ณ ศูนย์คอมมหาลัย
เดี๋ยว อย่าเิพิ่งเข้าใจผิด อย่าเพิ่งคิดนะว่าผมสอบเสร็จแล้ว ถึงได้กลับมามีเวลามาอัพบล็อกอีกรอบ ถ้าใครคิดอย่างนั้นก็คิดถูกแค่สามในสี่ครับ เพราะว่าสอบเสร็จไปแล้วสามตัว (อันได้แก่ตัวกลางๆ สองตัว (Analysis, Numerik) และตัวโหดอีกหนึ่ง (lineare Algebra) (ซึ่งข้อสอบจริงๆ กลับไม่โหดอย่างที่คิดกันไว้ มาเข้าเรื่องของบล็อกนี้กันดีกว่า เดี๋ยวท่านผู้ชมจะสงสัยว่าไอ้ย่อหน้าข้างบนมันเกี่ยวอะไรกับศูนย์คอมฯ มหาลัย คำตอบก็คือไม่เกี่ยวเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นรูปภาพข้างล่างนี้ต่างหากล่ะครับ ที่จริงเรื่องมันเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาเอามาลงเสียที เรื่องก็มีอยู่ว่า มีหลายครั้งที่ผมไปทำงานโปรแกรม Mathematica กับเครื่องคอมในศูนย์คอมฯ มหาลัย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมสั่งพิมพ์งานจากเครื่องนี้่โดยตรง แล้วเพิ่งมาเห็นทีหลังว่าตัวอักษรบางตัวหล่นหายไป... หลังจากส่งไปแ้ล้ว TA ก็ตรวจกลับมา ผลการตรวจก็ลองดูในภาพข้างล่างนี้แล้วกันครับ ![]() ใช่แล้ว... เครื่องมันไม่ยอมปรินท์อุมเลาท์ให้ ทำให้ผมต้องมาเขียนเติมด้วยมือเองทีหลัง และได้รับคำแซวกลับมาอย่างที่เห็นนี่ละครับ (สำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาเยอรมัน: ü หรือ u อุมเลาท์ ถ้าอยู่กับคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่ก็จะใช้ ue แืทน ส่วน ß นั้นมีชื่อเรียกว่า es-zett; Süß = Sueß = Suesz = sweet เดี๋ยวไว้ว่างๆ จะมาเขียน Semesterbericht ให้อ่านกัน ย้ำว่าถ้าว่างๆ (ไม่ต้องห่วงครับ ไม่เขียนเป็นภาษาเยอรมันให้อ่านหรอก) ส่วนรูปที่ไปอังกฤษช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา... จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้เอามาให้ดูกันสักที 12/10/2007 KEEP COOL!!!"จะหนาว... เหน็บ... หนาว... เพียง... ไหน... จะ... ฝ่า... ไป... ร้อน... เป็น... ฟืน... เป็น... ไฟ... จะ... ฝ่า... ไป..." ใครสงสัยว่าประโยคข้างบนนี้มาจากไหน ลองไปถามคนที่ไปงานคอนเสิร์ตบริจาคเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานะครับ เสียงเพลงข้างต้นยังคงอยู่ในหัวผม ในช่วงสองสามวันหลังจากงานคอนเสิร์ตบริจาค ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่องานที่ว่า BaWue KEEP COOL Concert ตอน เจ้าหญิง on Ice กับ เจ้าชาย on the Rock สำหรับผู้ที่สงสัยว่าโครงการบริจาคคืออะไร ลองเปิดดูได้ที่นี่เลยครับ http://www.schuai.net/borijak เอาละ... อยากรู้ใช่มั้ย ว่าบรรยากาศงานเป็นอย่างไร ก็ลองอ่านดูนะครับ ถ้ากลัวสายตาเสีย แนะนำให้ปรินท์ใส่กระดาษออกมาอ่าน เพราะเรื่องค่อนข้างยาวอยู่ ถ้าจะเล่าเรื่องงานครั้งนี้... ก็คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคมที่ผ่านมา ที่พวกเราวง Unter Uns เริ่มหาเพลงใหม่ๆ มาแกะ มาซ้อมเล่นกันอีกครั้ง นัดมาซ้อมเล่นกันตามโอกาสสะดวก จนกระทั่งพี่แบ๋ม แม่งานการจัดงานคอนเสิร์ตในครั้งนี้ เสนอความคิดขึ้นมาว่าอยากจะจัดงานครั้งนี้อีกครั้ง พวกเราจึงมาประชุมเลือกเพลง ลำดับเพลงที่จะใช้แสดง เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเริ่มซ้อมดนตรีกันอย่างจริงจังอีกครั้ง คราวนี้พวกเราเดินทางไปซ้อมกันที่ชตุทการ์ท ซึ่งที่มหาวิทยาลัยมีห้องซ้อมดนตรีสำหรับนักศึกษาโดยเฉพาะ เป็นห้องใต้ดินเก็บเสียงอย่างดี ไปกันเกือบจะทุกเสาร์ จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าที่จริงวันเสาร์มันเป็นวันหยุดนะ 555+ ก็ทำเอาพวกเราเหนื่อยไปตามๆ กัน ผมก็เหมือนกันครับ ด้วยความอยู่ดีไม่ว่าดี คนอื่นที่มหาลัยเขาลงเรียนกัน ๓ ตัว มีผมที่ดันทุรังไปลงเรียน ๔ ตัว (แล้วไม่ยอมถอนออกสักตัวด้วย เอ้า! หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ (อื่ม... ก็มันอยากรู้นี่)) แล้วก็มีงานซ้อมดนตรี งานดูแลห้องซักผ้า (เพื่อจะได้อยู่หอนักเรียนได้นานขึ้น) ฯลฯ เข้ามา ชวนให้ผมนึกถึงบรรยากาศสมัยเรียน ม.ปลายเทอมสองอยู่หลายครั้งที่เดียว ที่ย้ำว่าเป็นเทอมสองเพราะเป็นเทอมที่มีกิจกรรมเยอะ ทั้งที่ organize เอง หรือที่ไปช่วยคนอื่นทำ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนหนังสือ ทำการบ้านส่งครู อ่านหนังสือทบทวนบทเรียนไปด้วย จะว่าไป ก็คงต้องขอบคุณประสบการณ์ชีวิตนักเรียน ม.ปลาย จริงๆ ครับ หลายครั้งที่ผมรู้สึกหมดแรง ก็นึกไปถึงช่วงที่มีงานเยอะๆ เช่นนี้ละครับ นึกว่าเมื่อครั้งนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ครั้งนี้ก็ต้องผ่านไปได้ด้วยดีเช่นกัน สำคัญที่ว่าจะทุ่มเทแค่ไหนเท่านั้นเอง... วงดนตรีก็มีอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปนะ มีสมาชิกวงหายไปด้วยเหตุผลต่างๆ จากปีที่แล้วที่มีอยู่ ๑๑ ก็เหลืออยู่ ๘ คนในวันงาน แต่พวกเราก็เล่นเพลงที่ยากขึ้นได้หลายเพลง มีเพลงมันๆ มากขึ้น (รึเปล่า?) ได้ห้องซ้อมที่ดีขึ้น เพลงที่เคยเล่นปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็เล่นได้ปึ้กขึ้น ส่วนตัวก็รู้สึกว่ามีความเป็นสมาชิกในวงมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว (เพราะได้พูด ได้คุยกันมากขึ้นนั่นเอง) ที่จริงระหว่างนี้ก็มีเหตุให้ต้องงดซ้อมไปถึงสองสัปดาห์ต่อกันเหมือนกัน (แต่มันไม่ได้ทำให้วันเสาร์ว่างขึ้นหรอก เพราะมีอย่างอื่นมาแทน มาถึงวันงาน ผมก็ไปถึงสถานที่จัดงานคือห้องจัดงานเลี้ยงใต้หอพักนักศึกษา Europahaus เมืองมันน์ไฮม์ ตั้งแต่ราวๆ สิบโมงครึ่ง ก็มีคนอื่นๆ มาถึงกันบ้างแล้ว ก็ไปช่วยกันจัดสถานที่ หลังจากนั้นได้สักพักหนึ่ง ทางวงดนตรีก็เริ่มติดตั้งเครื่องดนตรี ปรับเสียง ซ้อมเล่นกันบางเพลง ส่วนเวลานั้นก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเกือบถึงสี่โมงเย็น การลงทะเบียนจึงเริ่มต้นขึ้น งานปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างไรบ้าง อย่างแรกเลยคือสถานที่จัดงานกว้างขึ้น มีที่ให้เต้นกันมากขึ้น ต่อมาก็คือมีเกม Wii จากค่าย Nintendo มาให้เล่นด้วย เป็นเกมต่อยมวยครับ ไปลองเล่นกับกริช (มึนเช่น) ดู สนุกมาก (แต่ก็ปวดแขนมากเหมือนกัน 555+) แล้วก็มีการเสี่ยงเซียมซี นอกจากนี้ก็มีการโหวตเจ้าชายเจ้าหญิงในงานครับ โหวตว่าใครแต่งตัวมาดีที่สุด (รายละเอียดขอยกยอดไปเล่าในย่อหน้าถัดๆ ไป นะครับ) นอกจากนี้ก็มีอาหารอร่อยๆ มาให้กินมากกว่าปีที่ผ่านมาด้วย และเช่นเดียวกับในปีที่ผ่านมา ปีนี้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนก็จะได้ไปรษณียบัตรคนละหนึ่งใบ สำหรับเขียนถึงน้องๆ ในเมืองไทยที่ได้รับทุนการศึกษาจากโครงการนี้ครับ กินอาหารกันเสร็จ ราวๆ ๖ โมงเย็น ท่านกงสุลจากฟรังก์ฟวร์ตก็กรุณามากล่าวเปิดงานครั้งนี้ หลังจากนั้นก็เป็นการแนะนำโครงการบริจาค คราวนี้ไม่ได้แนะนำแบบธรรมดานะครับ แต่มาในรูปแบบเกมแฟนพันธุ์แท้ ผู้เข้าร่วมแข่งขันก็คือพวกเรานี่แหละ แบ่งกลุ่มกันตามสีของบัตรเข้างาน ก็ทำให้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับโครงการมากขึ้น เช่น เลขบัญชีธนาคารของโครงการบริจาคลงท้ายด้วยเลข 2 555+ ที่มีสาระมากกว่านี้ก็มีครับ อย่างปรัชญาของโครงการที่ว่า “การเชื่อมโยงระหว่างคนใจบุญกับคนที่ต้องการทางด้านการศึกษา” คราวนี้จำได้ขึ้นใจแล้ว งานนี้ก็มีพี่เตยมาเป็นผู้ดำเนินรายการ กับพี่เม้งเป็นผู้เฉลยคำตอบครับ หลังจากเกมแฟนพันธุ์แท้จบลง ก็เป็นการประมูลของ เพื่อนำรายได้ไปสบทบทุนโครงการบริจาค มีพี่ส้มกับพี่เจษฎ์เป็นพิธีกร การประมูลก็เริ่มต้นด้วยของประมูลจากท่านกงสุลจากฟรังก์ฟวร์ต ต่อด้วยของชิ้นอื่นๆ ด้วยข้อจำกัดทางเวลาทำให้มีการนำของประมูลมาประมูลพร้อมกันทีละ ๒-๓ ชิ้น ก็มีของน่าสนใจมาให้ประมูลกันหลายชิ้นทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ดีวีดี ซีดีเพลง ตุ๊กตาหมี หม้อข้าว ครก เครื่องต้มกาแฟ (สามรายการหลังนี่ อาต้อม ผู้ดูแลนักเรียนไทยในเยอรมันเป็นผู้นำมาจากแบร์ลินครับ) ฯลฯ หลังจากที่พลาดการประมูลของบางชิ้นไป ด้วยความสู้ราคาไม่ได้บ้าง ตัดใจไปบ้าง ผม พี่เก๋ พี่อภิชาตก็ช่วยกันประมูลของได้ชุดหนึ่ง ซึ่งก็มีเครื่องเข้าสันห่วงของพี่ตุ้ม กับกบเหลาดินสอและหนังสือจากพี่ป้าย หลังจากนั้นได้สักพัก ของที่ผมนำมาร่วมประมูล ซึ่งก็มีกล่องปลาโลมา ข้างในมีการ์ด ส.ค.ส. และซองจดหมาย และหนังสือเล่มเล็กๆ อีกเล่มหนึ่ง ก็ถูกนำออกมาประมูลพร้อมกับของอีกสองสามชิ้น ซึ่งรายการนี้พี่หมูจากไฟรบวร์กก็เป็นผู้ชนะ ได้รับของชิ้นนี้ไปครับ หลังจากประมูลของเสร็จ ก็เป็นการตัดสินผลการประกวดเจ้าชายเจ้าหญิง อย่างที่เกริ่นไปแล้วครับ ว่าในงานนี้มีการให้ผู้เข้าร่วมงานโหวตให้คะแนนคนที่แต่งตัวมาได้ “เจ๋ง” ที่สุด เพื่อความสนุกสนาน ก็เลยมีการคัดเลือกผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด ๓ อันดับแรก ของทั้งฝ่ายหญิง และฝ่ายชาย มาขึ้นเวทีสัมภาษณ์อีกครั้ง คราวนี้มีพี่ตั้มกับพี่กชเป็นพิธีกร ครั้งแรกพี่เจก็ชวนให้ไปเล่นเสียงเอฟเฟกต์ประกอบรายการ แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... (ใครรับไม่ได้ ข้ามไปย่อหน้าถัดไปได้เลยนะครับ เสร็จจากการประกวด ก็เป็นการแสดงดนตรีโดยวง Unter Uns ก็เริ่มจากคลิปวีดิโอแนะนำสมาชิกวง (โห... ทำยังกะว่าจะออกอัลบั้มขายเอง!) และหลังจากนั้น พวกเราจึงเริ่มต้นการแสดงด้วยเพลง “วัดใจ” ฉบับ Unter Uns ซึ่งเพลงที่พวกเราใช้แสดงปิดท้ายคอนเสิร์ตเมื่อปีที่ผ่านมา และต่อด้วยเพลงต่างๆ ที่ต่างจากคราวที่แล้วก็คือ พวกเรามีนักดนตรีรับเชิญมาร่วมแสดงถึงสองคนด้วยกัน ได้แก่พี่ธีร์จากมึนเช่น มาร่วมเล่นเพลง “คนไม่ฉลาด” (เพียว) และพี่เจษฎ์ มาร่วมเล่นเพลง “คนใจง่าย” รายนี้ไม่ได้มาเล่นเฉยๆ ครับ มีการสอนท่าเต้นให้ผู้ชม ระหว่างเล่นก็มีการเชิญ “น้องเป้ย” (นางเอกในมิวสิกวีดิโอ) ขึ้นมาร่วมเต้นบนเวทีด้วย สนุกสนานกันมากทีเดียว หลังจากเพลงคนใจง่าย ก็มีการพักครึ่งให้ทุกคนได้พักผ่อนกันชั่วครู่ ก่อนที่พวกเราจะกลับมาสนุกกันต่อในครึ่งหลัง ซึ่งก็นับว่าสนุกสนานมาก (แต่รู้เปล่าว่าที่จริงผมก็เล่นผิดไปเยอะนะ หลังจากนั้น ก็เป็นการเปิดเพลงให้ทุกคน (ที่ยังมีแรงเหลือ) ได้ออกมาเต้นด้วยกัน ผมเองออกไปพักข้างนอกห้องจัดงานสักพักหนึ่ง แวะกลับมาร่วมเต้นกับหลายๆ คน ก่อนที่จะปลีกตัวไปนั่งพักอีกครั้ง หลังจากนั้น พวกเราจึงเริ่มทยอยเก็บของกันตอนราวๆ เที่ยงคืนครึ่ง (รึเปล่า?) เก็บของไปได้ค่อนข้างเยอะแล้ว พวกเราชาวไฮเดิลแบร์กก็ขอตัวออกมา เพื่อไปขึ้นรถไฟรอบสุดท้ายของคืนนั้นที่จะไปยังไฮเดิลแบร์ก กว่าจะกลับมาถึง มาเก็บของ อาบน้ำ และเข้านอน ก็เป็นเวลาตีสามพอดี สรุปได้ว่า งานนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้ความร่วมมือจากทุกๆ คน ต่อให้นักดนตรีจะฝึกซ้อมกันมามากแค่ไหนก็ตาม เชื่อว่าทุกคนที่ช่วยกันจัดงานครั้งนี้ก็คงเหนื่อยไม่แพ้วงดนตรี ที่เดินทางกันไปซ้อมดนตรีกันเกือบทุกสัปดาห์ และทุ่มเทไปมากเพื่องานครั้งนี้ แต่ถึงจะเหนื่อยกายแค่ไหน เห็นทุกคนช่วยกันทำงาน เห็นผลลัพธ์ที่ออกมาแล้ว บอกได้เลยครับว่าสุขใจมากๆๆ ที่สำคัญ งานนี้ไม่มีใครได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน หากแต่เป็นความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือน้องๆ ที่ไทย ที่ต้องการโอกาสทางการศึกษาครับ สำหรับวง Unter Uns ผมดีใจมากครับที่ทางวงเปิดโอกาสให้ผมมาร่วมเล่นดนตรี ดีใจที่ได้เล่นดนตรีกับทุกๆ คน ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะพวกเราจะเหนื่อยแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าเสียงตอบรับจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คงทำให้พวกเราหายเหนื่อยไปเยอะเช่นกัน ผมภูมิใจกับวงดนตรีของพวกเราครับ พวกเราเล่นกันได้สุดยอดจริงๆ ตอนนี้หลายๆ คน ก็คงต้องกลับไปตั้งใจเรียนกันอย่างเต็มที่อีกครั้ง ก็หวังว่าพวกเราจะได้เล่นดนตรีด้วยกันอีกนะครับ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่เร็วๆ นี้ ก็หลังจากนี้ มาลิสต์ล่ารายชื่อขอบคุณกันดีกว่า พี่แบ๋ม... คนนี้ขาดไม่ได้เลยครับสำหรับงานนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่แบ๋ม งานก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ ขอบคุณพี่แบ๋มมากๆ ครับ ที่เป็นคนริเริ่มจัดงานครั้งนี้ และคอยประสานงานทุกๆ ฝ่าย พี่ภัส... พี่สาวใจดีอีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันสำหรับงานนี้ ขอบคุณพี่ภัสมากๆ เลย ที่ช่วยเหลืองานในหลายๆ ด้าน คอยประสานงานระหว่างวงดนตรีกับผู้จัดงาน เป็นตากล้องช่วยถ่ายรูปลงโปสเตอร์โฆษณางานบริจาค และเป็นเพื่อนคุยเวลาเดินทางไปซ้อมดนตรีครับ พี่ตุ้ม... ถึงจะมาร่วมงานครั้งนี้ไม่ได้ แต่เชื่อว่าพี่ตุ้มส่งใจมาเชียร์พวกเราเสมอ ขอบคุณพี่ตุ้มที่ช่วยเหลือกันตลอดมา แล้วก็ช่วยเสนอเพลงสำหรับวงดนตรีที่น่าสนใจและน่าเล่นหลายๆ เพลงครับ อ้อ ขอบคุณสำหรับของประมูล (เครื่องเข้าสันห่วง) ด้วยนะครับ พี่ตั้ม... เป็นอีกคนหนึ่งที่ช่วยประสานงานระหว่างวงดนตรีกับผู้จัดงาน ขอบคุณพี่ตั้มที่คอยให้คำแนะนำเวลาซ้อมร้องเพลง เป็นคนริเริ่มไปซ้อมดนตรีที่ชตุทการ์ท(รึเปล่า?) ที่สำคัญ ขอบคุณนะครับสำหรับเสื้อ (ที่ทำให้ผมติดอันดับหนึ่งในสามของเจ้าชาย on the Rock) พี่เหนียว... หลังจากที่พวกเราลองปรับเสียงกันสักพัก พอพี่เหนียวมาปุ๊บ ทุกอย่างก็แทบจะสำเร็จได้ในทันที ขอบคุณพี่เหนียวมากครับที่ช่วยดูแลเรื่องเสียง แล้วก็ทำให้ทุกอย่างเกี่ยวกับการปรับเสียงง่ายขึ้นทันตาเห็น และคำแนะนำต่างๆ พี่นูน... ขาดคนนี้ไปวงดนตรีก็ไม่รู้จะไปซ้อมดนตรีกันที่ไหนครับ ขอบคุณพี่นูนที่ช่วยจองเวลาซ้อมดนตรี และเป็นที่เก็บของจำเป็นสำหรับวงดนตรีครับ พี่เข้... เห็นคลิปวีดิโอเปิดตัววงเจ๋งๆ แบบนี้ ก็เพราะฝีมือพี่เข้นี่แหละครับ ขอบคุณสำหรับคลิปวีดิโอ และที่มาเล่นดนตรีด้วยกันนะครับ พี่เจ... หัวหน้าวง มือกลอง ก็ขอบคุณนะครับที่มาเล่นดนตรีด้วยกัน ที่เป็นเพื่อนคุยทั้งเรื่องดนตรี เรื่องวิชาการ ฯลฯ พี่ป้อง... แหะๆ ได้คุยกันน้อยหน่อย แต่ก็ดีใจนะครับที่ได้มาเล่นดนตรีด้วยกัน พี่เจษฎ์... ผู้นำเพลง "คนใจง่าย" มาเล่นในวง ทำให้วงมีเพลงสนุกๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเพลง ขอบคุณพี่เจษฎ์นะครับ ที่มาเล่นดนตรีกับพวกเรา ช่วยเรียบเรียงเพลง "คนใจง่าย" ขึ้นมาใหม่ที่สนุกสนานไม่แพ้ต้นฉบับ พร้อมทั้งเสนอความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ให้กับวง พี่ธีร์... มาไกลจากมึนเช่น แต่ก็ยังมาร่วมเล่นดนตรีกับพวกเรา ก็ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ พี่เตย นอกจากจะช่วยขนของในวันงานแล้ว ยังช่วยขนกลองและอุปกรณ์ดนตรีอื่นๆ จากชตุทการ์ท ทำให้พวกเราได้ซ้อมดนตรีกับกลองของจริงในเสาร์สุดท้ายก่อนวันงานครับ พี่เตย พี่แบ๋ม (อีกคนละรอบ) พี่กช ช่วยสละเวลามาถ่ายทำคลิปวีดิโอโฆษณางานบริจาค และถ่ายรูปสมาชิกในวงดนตรี พี่หมิง สำหรับไอเดียสุดบรรเจิดสำหรับโปสเตอร์โฆษณางานบริจาคครั้งนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสผมไปเป็นหนึ่งในนายแบบโฆษณาครับ สำหรับคำชมและคำแซวตอนประกวดเจ้าชาย และก็ที่มาช่วยเป็น "น้องเป้ย" ให้กับเพลง "คนใจง่าย" พี่เชอรี่ พี่อิศ ขอบคุณพี่ทั้งสองคนที่ไปช่วยเป็นนางแบบและนายแบบโฆษณาครับ พี่ป้าย ขอบคุณครับสำหรับของที่นำมาประมูล พี่อภิชาต พี่เก๋ พี่ชายและพี่สาวที่ใจดีทั้งสอง ช่วยกันประมูลของจนได้ของมาหนึ่งชุด... เครื่องเข้าสันห่วง และหนังสือนั่นเอง เปิ้ล มด กริช ขอบคุณนะที่มาเป็นกำลังใจให้ครั้งนี้ ทุกๆ คนในงาน ที่ช่วยโหวตให้ผมติดอันดับหนึ่งในสามเจ้าชายของงานนี้ครับ พี่หมู และพี่ๆ จากไฟรบวร์ก... หวังว่าของที่ชนะการประมูลไปจะถูกใจพี่ๆ นะครับ พี่เม้ง คนนี้ไม่ขอบคุณไม่ได้ครับ เพราะเป็นคนที่ริเริ่มโครงการบริจาค (ถ้าไม่มีคนเริ่ม จะมีงานขึ้นมาได้อย่างไร จริงมั้ย) คอยเป็นกำลังใจให้พวกเราในการจัดงานครั้งนี้ ทุกๆ คน ที่ช่วยกันส่งเสียงให้กำลังใจขณะแสดงดนตรี ทีมบาร์เทนเดอร์ สำหรับเครื่องดื่มคอกเทลสุดอร่อย ร้านอาหารไทยต่างๆ จากไฮเดิลแบร์ก มันน์ไฮม์ ไคเซอร์สเลาเทอร์น สำหรับอาหารอร่อยๆ วัดไทยในลุดวิกส์ฮาเฟน สำหรับอุปกรณ์ เครื่องดื่มต่างๆ และคนอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกคนครับ ป.ล. งานนี้ผมไม่ได้ถ่ายรูปนะครับ แหะๆ หวังว่าจะมีคนนำรูปมาให้ดูเร็วๆ นี้ ป.ล.๒ เจอพิมพ์ผิด พิมพ์ตก ข้อมูลผิดพลาดตรงไหนช่วยบอกด้วยนะครับ พอดีไม่ได้อ่านตรวจทานโดยละเอียด 10/29/2007 เฮงได้... ก็ซวยได้... ด้วย MÜSLI!!!
ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายว่า Müsli ที่ว่าไม่ใช่อาหารจำพวก Cereal ที่กินเป็นอาหารเช้ากัน แต่มันย่อมาจาก Mathematisches Übungsgruppen- und Scheinlisten-Interface ซึ่งก็คือระบบการลงทะเบียนกลุ่มทำแบบฝึกหัดของวิชาต่างๆ ในหมวดคณิตศาสตร์ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งในเทอมที่ผ่านๆ มา ระบบ Müsli นี้จะให้นักศึกษาเลือกกลุ่มและเวลาที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง และสามารถทราบได้ทันทีว่าตนเองอยู่กลุ่มแบบฝึกหัดกลุ่มใด มีใครเป็นสมาชิกบ้าง แต่เทอมนี้มันไม่เป็นอย่างนี้นี่สิครับ อาจเป็นเพราะมีนักศึกษาไปแย่งกันลงทะเบียน หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบเป็น Müsli โฉมใหม่ ซึ่งนักศึกษาจะยังไม่ทราบในทันทีว่าตนเองจะได้อยู่กลุ่มแบบฝึกหัดกลุ่มไหน เวลาไหน แต่นักศึกษาแต่ละคนจะต้องลงว่า Termin ใดเหมาะกับตนเองมากที่สุด อันไหนเหมาะรองลงมา อันไหนพอได้ หรืออันไหนไม่ได้เลย (โดยจำนวน Termin ที่นักศึกษาเข้าไม่ได้เลย จะต้องมีไม่เกิน 50 - 60% ของจำนวน Termin ที่มีให้เลือกทั้งหมด!) ทางผู้ดูแล Übungsgruppe แต่ละวิชาจะเป็นคนกำหนดวันสิ้นสุดการลงทะเบียน หลังจากนั้นก็เป็นการเล่นเกมวัดดวงครับว่าใครจะได้ไปอยู่กลุ่มไหน ถ้าได้กลุ่มที่ตนเองต้องการจริงๆ ก็โชคดีไป ถ้าใครได้อ่านบล็อกที่แล้ว ก็จะเห็นว่าตารางเรียนผมวันจันทร์ยังว่างอยู่ และผมก็อยากให้วันจันทร์มันว่างต่อไปครับ ความซวยมีจริงครับพี่น้อง!!! แหะๆ ผมถูกจับไปอยู่กลุ่มวันจันทร์ตอน ๑๖-๑๘ ครับ ทำให้วันจันทร์ไม่ใช่วันพักผ่อนที่ถูกต้องอีกต่อไป ก็เซ็งไปพักนึง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่เนาะ ตอนนี้ก็ไม่เป็นอะไรแล้วครับ ไม่ต้องปลอบ ไม่้ต้องห่วง มองอีกแง่นึง ก็ยังโชคดีอยู่หน่อยๆ นะที่ไม่โดนจับไปอยู่กลุ่มวันจันทร์เวลาเช้ากว่านี้ เผื่อเสาร์ - อาทิตย์ไปเที่ยว กลับมาถึงบ้านวันจันทร์ตอนบ่ายๆ ก็ยังได้ ส่วนตารางเรียนจริงๆ ก็เป็นดังที่เห็นข้างล่างนี้ครับ
คำอธิบายดูได้จากบล็อกก่อนหน้านี้ครับ มีเรื่องจะเล่าอีกเรื่องนึงเกี่ยวกับจักรยาน (ซึ่งลืมเล่าไปเมื่อเขียนบล็อกครั้งที่แล้ว) คือเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมกับพรรคพวกจากไฮเดิลแบร์ก-มันน์ไฮม์ ก็ไปขี่จักรยานเลียบแม่น้ำเนคคาร์กันจาก Neckargemünd ไปยัง Eberbach ระหว่างทางมีการขึ้นเนิน ผมก็เปลี่ยนเกียร์จักรยานจากเบอร์ M ลงมาเป็น L และหลังจากนั้นพอกลับมาขี่ทางลาด ผมก็พยายามจะเปลี่ยนเกียร์กลับมาเป็น M เหมือนเดิม แต่กลับเปลี่ยนไม่ได้ซะอย่างนั้น!!! ทำไงล่ะ? ก็ต้องปั่น "จักรยานเกียร์ต่ำ" อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไงครับ ทำเอาวันนั้นขาเมื่อยไปเลยทีเดียว โดนจักรยานกวนตีนเท่านี้ยังไม่พอ ตอนแยกทางกับพรรคพวกกลับมาที่หอถึงเพิ่งเปลี่ยนเกียร์กลับมาเป็น M ได้ ส่วนเกียร์อีกฝั่งนึง พยายามจะลดเกียร์ลงมานิดนึง (จากเบอร์ ๖ มาเป็นเบอร์ ๕) นี่ทำไม่ได้เลย ก็คิดไว้ครับว่าจะเอาจักรยานไปส่งซ่อมที่ URRmeL (Universitäre Radreparaturenwerkstatt mit eigenen Leistungen ศูนย์ซ่อมจักรยานของมหาลัย ที่เน้นให้นักศึกษาเรียนรู้และหัดซ่อม) พอถึงวันก่อนที่จะเอาจักรยานไปส่งซ่อมเท่านั้นแหละครับ (คือมันจะมีวันที่มีบริการให้คำปรึกษาในการซ่อมจักรยาน คนให้บริการก็นักศึกษาด้วยกันนี่แหละ มีสัปดาห์ละสองครั้ง) มันยอมให้เปลี่ยนเกียร์ลงไปถึงเบอร์ ๔ ได้ซะอย่างนั้น!!! เคยมีใครเจอแบบนี้มาบ้าง (ก็ดีไป ไม่ต้องเอาไปซ่อมแล้ว ครั้งนี้ก็มีเรื่องเล่าแค่นี้ครับ แล้วไว้เจอกันรอบต่อไป ช่วงนี้กำลังไม่สบายอยู่ พอดีอาทิตย์ที่แล้วไปขี่จักรยานแล้วฝนตก เท่านั้นแหละครับวันรุ่งขึ้นเป็นหวัดเลย |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|